Title: L change the WorLd
Author: M
Release Date: 25 ธันวาคม 2007
ISBN 978-4-08-771210-0
Price: 1,300 Yen (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในญี่ปุ่น)
ถ้าอ่านบทแปลแล้วรู้สึกชอบ โปรดอุดหนุนฉบับหนังสือด้วยนะคะ ^^
แปลโดย Kurai
หมายเหตุ:
- ห้ามมิให้นำบทแปลชิ้นนี้ไปเผยแพร่ในเวบไซต์ เวบบอร์ด หรือสถานที่สาธารณะแห่งอื่นนอกเหนือจากบลอคแห่งนี้เป็นอันขาด หากต้องการเผยแพร่ กรุณาทำเป็นลิงค์มายังเอนทรี่ของบทแปลแทนนะคะ (เหตุผลหลักๆคือถ้ามีสำนักพิมพ์ได้ลิขสิทธิ์มาเมื่อไหร่ เราจะได้เอาบทแปลลงจากพื้นที่โลกไซเบอร์ได้ง่ายๆครั้งเดียวจบน่ะค่ะ ขอความร่วมมือด้วยนะคะ)
- ห้ามมิให้นำบทแปลชิ้นนี้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นอันขาด
"......" คำพูดที่ทำเป็นตัวเอียง คือ เสียงที่ผ่านเครื่องแปลงเสียง
ตอนก่อนๆ
Part 1: L272
Part 2: L23, L19
********************
Part 3: L18
L18-1 สึรุงะ
"ไร้การป้องกันซะขนาดนี้จะดีเรอะ?"
สึรุงะเอียงคอมองประตูที่เปิดออกหลังเพียงแค่ยื่นหน้าให้กล้องวงจรปิดเห็น แล้วเดินย่างเข้าไปในห้องปฏิบัติการสืบสวนคดีคิระ
มองแค่แวบเดียวก็รู้ว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างการพิสูจน์ลายนิ้วมือ การเทียบเรตินา และเครื่องตรวจจับโลหะ ติดตั้งอยู่ไม่รู้กี่ชั้นต่อกี่ชั้น ทว่าระบบเหล่านั้นกลับไม่ทำงาน เขาไม่ต้องแม้แต่จะแสดงบัตรประจำตัวของ FBI ด้วยซ้ำ
เขาเดินไปขึ้นลิฟท์โดยอาศัยไฟนำทางบนกำแพงแล้วลงไปหยุดยืนอยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้นที่สี่ จุดหมายข้างหน้าที่เผยให้เห็นเบื้องหลังประตูใหญ่ต้องเป็นห้องวางกลยุทธ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของห้องปฏิบัติการสืบสวนคดีคิระอย่างไม่ต้องสงสัย ในห้องโอ่โถงนั้นไม่ให้กลิ่นอายว่ามีคนอยู่ จอมอนิเตอร์จำนวนนับไม่ถ้วนที่ตั้งอยู่กลางห้องปราศจากคลื่นสัญญาณ ไม่มีภาพฉายอยู่เลยแม้แต่เครื่องเดียว
"ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ FBI ไม่มีใครอยู่เลยรึ?"
มีเพียงเสียงของสึรุงะเท่านั้นสะท้อนกลับมาในห้องที่ไร้ผู้คน แล้วความเงียบงันก็กลับมาเยือนอีกครา นิ่งเงียบสนิทเสียจนไม่อาจรู้ได้เลยว่าเคยมีการรุกไล่และตั้งรับคิระ ฆาตกรโฉดจอมวายร้ายผู้ไร้เทียมทาน มาก่อน
เบื้องหน้าสึรุงะผู้เกาศีรษะพลางหันหลังกลับนั้นมีชายคนหนึ่งอยู่
"ว้าก!"
สึรุงะเอนกายหลบไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัวเมื่อปะเข้ากับคนที่จู่ๆก็ปรากฎตัวขึ้นด้านหลังตัวเองและระยะประชิดนั้น
ชายคนนั้นก้มตัวมองจ้องสึรุงะ
เส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิง เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวไร้การแต่งแต้ม กับกางเกงยีนส์สีน้ำเงินซีดจาง มองเห็นเหมือนว่ากำลังตั้งท่ารับมือด้วยการก้มตัวลง ทว่ามิใช่เช่นนั้น ดูท่าจะหลังโกงสุดกู่เสียมากกว่า สิ่งที่สะดุดตาที่สุดในบรรดา ‘ชิ้นส่วนพิลึกพิลั่น’ ที่ประกอบเข้าด้วยกันก็คือ นัยน์ตาที่เหมือนทาขอบเอาไว้อันชวนให้นึกถึงโรคนอนไม่หลับขั้นร้ายแรง
"เธอคือ……?"
สึรุงะเอ่ยถามโดยรักษาระยะห่างเอาไว้อย่างระแวดระวัง
"โปรดเรียกผมว่าริวซากิครับ"
ชายผู้เอ่ยขึ้นอย่างเย็นชากระโจนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้โซฟา เอื้อมมือเข้าไปหยิบน้ำตาลก้อนซึ่งเหลืออยู่น้อยนิดนอนก้นโหลแก้วที่ชวนให้นึกถึงโหลปลาทองขนาดใหญ่ด้วยท่ากอดเข่าดูน่าอึดอัดอยู่บนเก้าอี้โซฟา
------เจ้าหมอนี่ เป็นตัวจริงรึเปล่าเนี่ย?
เขาได้ยินมาว่า L ใช้ชื่อว่า ‘ริวซากิ’ เวลาอยู่ห้องปฏิบัติการสืบสวนคดีคิระ ระหว่างรู้สึกฉุนที่อีกฝ่ายหันหลังให้โดยไม่มีท่าทีให้ความสนใจตน สึรุงะก็สังเกตการณ์และหยั่งประเมินหลังงองุ้มด้วยท่ายืนผิดลักษณะไปด้วย
เรื่องที่ว่า L ไม่เคยเปิดเผยชื่อและใบหน้าที่แท้จริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ใครๆก็รู้ แม้แต่ต่อหน้า มิโซระ นาโอมิ ผู้ร่วมปฏิบัติการกับ L ในการไขคดีฆาตกรรมต่อเนื่องโดย BB ณ เมืองลอสแองเจลิสเอง ก็ไม่เคยเผยโฉมในฐานะ L ให้เห็น
เพราะงั้นไม่ว่าอีกฝ่ายจะตอบกลับมาว่าอย่างไร สึรุงะก็อยู่ในสถานะที่จำต้องเชื่อคำพูดนั้นโดยไม่อาจเลี่ยง ทว่า ชายผู้อยู่ตรงหน้าออกจะห่างไกลกับภาพพจน์ของ ‘นักสืบชื่อดังอันดับหนึ่งของโลก’ มากจนเกินไป
"อ๊ะ!......โทษนะ ออกจะเป็นการถามตรงๆซักหน่อย แต่เธอคือ 'L' งั้นรึ?"
"ครับ ผมก็คือ L ด้วยครับ"
คำตอบของชายที่ใช้ชื่อว่าริวซากิไม่เข้าที่เข้าทางอย่างประหลาดเหมือนจะเลี่ยงบาลี ทว่า คำตอบนั้นกลับทำให้ความรู้สึกเชื่อถือเพิ่มพูนขึ้นในใจของสึรุงะ
ในกรณีที่ไม่มีใครอื่นอยู่ อันดับแรกก็ต้องทำให้ชายที่อยู่เบื้องหน้ายอมรับตนให้ได้ก่อน โดยไม่ให้ล่วงรู้จุดมุ่งหมายของฝ่ายนี้……ระหว่างที่คิดเช่นนั้น สึรุงะก็กระแอมขึ้นแล้วย่างเข้าไปใกล้เก้าอี้โซฟาที่ชายหนุ่มกำลังนั่งอยู่
"ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ FBI ชื่อ สึรุงะ ฮิเดอากิ เป็นเพื่อนกับเรย์สมัยเข้ารับการฝึกอบรมด้วยกันน่ะ ตอนนี้ฉันรับช่วงงานต่อจากนาโอมิอยู่ จริงๆก็ถูกขอให้ช่วยไปเป็นพิธีกรต้อนรับในงานแต่งของทั้งคู่อยู่หรอก……"
พอพูดไหลไปด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยโดยไม่รู้ตัว ชายที่นั่งอยู่บนโซฟาก็หันกลับมามองราวกับเพิ่งรู้สึกสนใจตรงจุดนั้นขึ้นมาเป็นครั้งแรก ถึงจะบอกว่า ‘หันกลับมา’ แต่จะเห็นว่าส่วนลำตัวนั้นยังคงหันไปข้างหน้า ในขณะที่ตั้งแต่คอขึ้นไปเท่านั้นที่ ‘ดัดงอกลับมา’ ตรงตามตัวอักษร เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกชักใยด้วยด้ายอย่างผิดธรรมชาติ
"สึรุงะซัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ FBI......งั้นหรือครับ?"
ชายหนุ่มมองจ้องไปที่บริเวณหน้าผากของสึรุงะลอดผ่านเส้นผมที่พันกันยุ่งเหยิง
สึรุงะไม่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสีหน้าเลยแม้แต่น้อยตามหลักพื้นฐานของการสืบสวนแบบแทรกซึม หากในใจนั้นกลับรู้สึกหนาวสันหลังวาบจนขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
บัตรประจำตัวก็เป็น ‘บัตรประจำตัวปลอมอย่างเป็นทางการ’ ที่ FBI ทำขึ้น แล้วในประวัติส่วนตัวที่ L คงต้องไปเจาะฐานข้อมูลตรวจสอบแน่ๆ ก็เปลี่ยนชื่อให้เป็น ‘สึรุงะ’ หมดเรียบร้อยแล้ว ต้องไม่มีอะไรผิดพลาดแน่
------ถ้าเกิดเจ้าหมอนี่มองเห็นชื่อจริงของเราล่ะก็……
สึรุงะกลืนความคิดนั้นลงคอแล้วพูดต่อ
"ที่ฉันมาก็เพราะอยากขอบคุณ L......ไม่สิ ริวซากิซักหน่อย เพราะช่วยโค่นล้มคิระแล้วก็แก้แค้นแทนเรย์กับนาโอมิล่ะนะ ถ้าเกิดมีเรื่องที่ฉันทำได้ ก็บอกมาได้ทุกอย่างเลย"
ชายหนุ่มผู้อ้างชื่อ L มองจ้องสึรุงะอยู่อย่างนั้นแล้วก็ล้วงแขนเข้าไปควานใน ‘โหลปลาทอง’
ทันใดนั้น L ผู้เอาแขนเตร็ดเตร่อยู่ในโหลแก้วอันว่างเปล่าไม่มีน้ำตาลก้อนเหลืออยู่แม้แต่ก้อนเดียวก็กระโจนลงจากเก้าอี้โซฟาด้วยสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง
เขาก้มลงคลานสี่ขากับพื้น ก้มมองใต้เก้าอี้โซฟา มุดเข้าไปใต้โต๊ะ ท่าทางกำลังหาอะไรบางอย่าง จากนั้นก็คลานข้ามพวงสายไฟที่ทอดยาวมาจากจอมอนิเตอร์แล้วคลานต่อไปด้วยแขนขายาวเก้งก้างนั่น
------อะ……อะไรน่ะ เจ้าหมอนี่……?
เห็นการเคลื่อนไหวอันพิลึกพิลั่นนั่นแล้ว สึรุงะก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดๆออกไปได้ L คุ้ยเขี่ยข้าวของหลายอย่างไปตามทางจนถึงกำแพง แล้วจึงลุกขึ้นยืน
แม้จะยืนหลังโกง แต่เขาก็กดๆกำแพงซึ่งปราศจากของที่ต้องการเหมือนใช้กฎเกณฑ์อะไรบางอย่างด้วยความรวดเร็ว พอทำดังนั้นแล้ว กำแพงที่มองเห็นเป็นแผ่นเดียวกัน ไม่มีรอยต่อ ก็เปิดแยกออกจากกันอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าตรงนั้นจะเป็นห้องเก็บของลับเฉพาะของ L ห้องแรกมีเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดเหมือนกับที่ใส่อยู่ตอนนี้ไม่ผิดเพี้ยนจำนวนนับไม่ถ้วนเรียงรายกันอยู่ ห้องที่สองมีโทรศัพท์มือถือจำนวนนับไม่ถ้วน ถัดไปก็มีของสะสมและสินค้าของ อามาเนะ มิสะ พรั่งพร้อม ซึ่งจัดเก็บเอาไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแต่แล้วด้านในของประตูที่ L เปิดออกเป็นบานสุดท้ายกลับว่างเปล่า
"สถานการณ์ฉุกเฉินครับ!"
"เกิดอะไรขึ้น มีคดีใหม่เรอะ?"
สึรุงะเอนกายไปข้างหน้าอย่างตึงเครียดโดยไม่รู้ตัว L บอกสึรุงะโดยไม่คลายสีหน้าเคร่งขรึมลงแต่อย่างใด
"ช่วยไปซื้ออิโมะโยคังของร้านฟุนะวะ*ให้หน่อยได้มั้ยครับ?"
หมายเหตุ:
*โยคัง คือ ขนมหวานของญี่ปุ่น มีลักษณะคล้ายวุ้น
**อิโมะโยคัง คือ โยคังที่ทำจากมัน
***อิโมะโยคังของร้านฟุนะวะ – โปรดดูรูปอ้างอิงด้านล่าง
L18-2 ความขมขื่น
คืนนั้น ณ ‘สถาบันวิจัยนิไคโด’ ซึ่งตั้งอยู่บนเนินซึ่งสูงกว่าบริเวณโดยรอบเล็กน้อยแถบชานกรุงโตเกียว มีเพียงศาสตราจารย์นิไคโดผู้เป็นผู้อำนวยการสถาบันและ คุโจ ผู้ช่วย เท่านั้นที่ยังคงอยู่ทิ้งท้าย
"ศาสตราจารย์คะ ในที่สุดยาต้านไวรัสก็เสร็จสมบูรณ์จนได้นะคะ"
"อืม เสร็จสมบูรณ์แล้วล่ะนะ พรุ่งนี้ก็ต้องรายการผลวิจัยแล้วส่งมอบให้กับกระทรวงสาธารณสุข* ถ้าเกิดว่าชุดไวรัสกับยาต้านไวรัสนี่ถูกองค์กรก่อการร้ายช่วงชิงไปล่ะก็ โลกนี้ก็ได้จบสิ้นกัน ในเวลาอันสั้นเลยล่ะ"
คุโจฟังที่นิไคโดพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
"เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน เราจะเก็บไวรัสและยาต้านไวรัสไว้แยกกันในถังเก็บความเย็นสูงในห้องนิรภัยคนละห้อง ไม่ว่าจะห้องไหน ถ้าฉันไม่ใส่รหัสและทำการยืนยันทางชีวภาพ ก็จะไม่สามารถเปิดได้"
"ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากที่ผ่านมาค่ะ ศาสตราจารย์"
"อืม"
นิไคโดตอบกลับคำขอบคุณของคุโจโดยไม่มีสีหน้ายินดี ลักษณะเช่นนั้นผิดแผกไปจากความรู้สึกเต็มเปี่ยมของนักวิทยาศาสตร์ที่ดึงผลลัพธ์อย่างหนึ่งออกมาได้โดยลุล่วง คุโจสังเกตเห็นอย่างความรู้สึกไว
"มีเรื่องอะไรกังวลใจหรือคะ?"
"ถึงจะบอกว่าเพื่อช่วยผู้คนแค่ไหนก็ตาม แต่ฉันก็เอาเชื้อไวรัส 'ระดับ 4' ที่เป็นไวรัสต้องห้ามเข้ามาในสถาบันวิจัย เห็นการตอบโต้จากชาวบ้านละแวกนี้กับคำกล่าวโทษจากกระทรวงสาธารณสุขที่จะตามมาเลย ก็เตรียมใจไว้แล้วล่ะนะ”
สถาบันวิจัยนิไคโดมีความภาคภูมิใจกับเครื่องมือเครื่องใช้อันล้ำสมัยที่สุดในฐานะองค์กรวิจัยเอกชน อีกทั้งยังเป็นสถาบันวิจัยโรคติดต่อในประเทศจำนวนนับแห่งได้ซึ่งสามารถรับมือกับไวรัสที่มีระดับความอันตรายสูงถึง 'ระดับ 4'
ไวรัส 'ระดับ 4' หมายถึง ไวรัสที่มีสมรรถภาพในการติดต่อและอัตราความรุนแรงทำให้ผู้ติดเชื้อมีอันตรายถึงแก่ชีวิตสูง เช่น ไวรัสอีโบลา หรือ ไวรัสมาร์เบิร์ก ส่วนองค์กรวิจัย ‘ระดับ 4‘ ก็คือ องค์กรที่มีเครื่องมือเครื่องใช้ซึ่งปลอดภัยเพียงพอจะรับมือกับไวรัสเหล่านั้น (พูดอีกอย่างก็คือ หากเกิดอะไรขึ้น ก็สามารถปิดตายไวรัสเหล่านั้นไว้ในห้องทดลองได้)
การเตรียมการล่วงหน้า ‘เพื่อให้สามารถรับมือได้’ นั้นมีเหตุผลอยู่ ในญี่ปุ่นนั้นมีองค์กร ‘ระดับ 4‘ แห่งอื่นอยู่ด้วยก็จริง แต่เนื่องด้วยเสียงคัดค้านจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียง จึงไม่เคยถูกใช้งานในฐานะองค์กร ‘ระดับ 4‘ เลยแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับชาวบ้านแล้ว ต่อให้ยอมรับได้ว่าองค์กรนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด นั่นก็เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ตามปกติถ้าเกิดว่าจะมีการนำไวรัสร้ายแรงอย่างอีโบลามาอยู่ใกล้ๆบ้านของตน
สถาบันวิจัยนิไคโดเองก็ไม่ได้รับการยกเว้น ตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันวิจัยขึ้น ก็ได้ทำสัญญากับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงว่า ไวรัสที่สามารถนำเข้ามาได้นั้นจำกัดถึงแค่ 'ระดับ 3' เท่านั้น
"แต่ศาสตราจารย์ก็ไม่ได้ทำการวิจัยเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือเกียรติยศชื่อเสียงนี่คะ"
"อืม ฉันก็แค่อยากเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่การพัฒนาวัคซีนหรือยาต้านไวรัสกำลังติดๆขัดๆอยู่ด้วยเหตุผลว่าไม่มีตลาดรองรับ เพราะแม้ในความเป็นจริงแล้วจะมีผู้คนที่กำลังทุกข์ทรมานจากไวรัสอยู่ แต่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ก็อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา แต่……"
นิไคโดมองจ้องหลอดแก้วสองหลอดที่วางอยู่ตรงหน้า
"ป่านนี้แล้วคงไม่ต้องสอนเธอแล้วล่ะนะว่า ในปัจจุบัน วิธีการรับมือไวรัสส่วนใหญ่ก็คือการรักษาตามอาการ ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีกรณีการสร้างยาต้านไวรัสฆ่าคนโดยสมบูรณ์ได้สำเร็จลุล่วงเหมือนอย่างครั้งนี้มาก่อน ยิ่งกว่านั้น ไวรัสนี้ยังเป็นระเบิดเวลาที่จะระเบิดตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วในร่างกายหลังผ่านระยะฟักตัวสองอาทิตย์ ซึ่งระหว่างนั้นพาหะจะไม่มีอาการของโรคให้เห็นเลย เจ้าไวรัสนี่สามารถกลายเป็นอาวุธสังหารร้ายแรงขั้นสุดยอดได้เลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับวิธีใช้"
ของเหลวที่ถูกเก็บกักไว้ในหลอดทดลองสองหลอดส่องประกายงดงามให้เห็นราวกับจะแย้งคำกล่าวหาว่าตนเป็น 'อาวุธสังหารร้ายแรงขั้นสุดยอด'
"มันอาจจะดูว่าเอาไปใช้เจาะจงฆ่าคนรายตัวได้เหมือนกับคิระที่ก่อความวุ่นวายในโลกไปเมื่อเร็วๆนี้ได้ก็จริง แต่ในทางกลับกัน ผู้ที่ถือครองไวรัสกับยาต้านไวรัสนี้ก็สามารถฆ่าคนทั้งหมดนอกเหนือจากกลุ่มคนที่เจาะจงได้เช่นกัน ในความหมายนั้น หากดึงไวรัสนี้ไปพัวพันกับแนวคิดอันตรายเข้า มันจะเลวร้ายยิ่งกว่า ‘คิระ’ เสียอีก"
นิไคโดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วมองรูปถ่ายที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ตรงนั้นมีรูปถ่ายซึ่งถ่ายไว้เมื่อสมัยวันเวลาแห่งความสุขของสามคนครอบครัวก่อนที่ภรรยาจะเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุรถชนประดับอยู่
"เราไม่อาจหยุดไวรัสนี้เอาไว้ในญี่ปุ่นได้ น่ากลัวว่ากระทรวงสาธารณสุขคงจะมีมติให้ส่งมันไปยัง CDC (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อ) ของอเมริกา สุดท้ายแล้วสิ่งที่ฉันทำไปก็เหมือนเป็นคนรับใช้ที่ทำหน้าที่พัฒนาอาวุธไวรัสให้ ถ้าภรรยาฉันยังมีชีวิตอยู่ จะว่ายังไงบ้างนะ……"
รอยยิ้มดูแคลนตัวเองผุดขึ้นบนใบหน้าของนิไคโด
"แต่ว่าศาสตราจารย์คะ อเมริกาก็ประกาศออกมาแล้วนี่คะว่าเรื่องอาวุธไวรัสน่ะจะหยุดที่การวิจัยเพื่อการป้องกันเท่านั้นและไม่ใช้ประโยชน์จากมันในฐานะอาวุธ….."
แม้จะได้ฟังข้อโต้แย้งจากคุโจ สีหน้าเคร่งขรึมของนิไคโดก็ไม่คลายลง
"คุณพ่อ ข้าวเสร็จแล้วเด้อ!"
มากิในชุดผ้ากันเปื้อนปรากฎร่างให้เห็นในห้องวิจัย นิไคโดกับมากินั้นอาศัยในแมนชั่นที่อยู่ใกล้ๆกับสถาบันวิจัย
"มากิ เข้ามาในนี้ตามใจชอบอีกแล้วนะ เห็นทีพ่อจะไม่กำชับยามให้หนักๆไม่ได้ซะแล้ว"
แม้จะใช้น้ำเสียงว่ากล่าวตักเตือน แต่ปากของนิไคโดกลับแย้มยิ้ม
"จ้าๆ เข้าใจแหล่วน่า ยังไงก็รีบกลับมากิ๋นก่อนจะเย่นหมดน่อ แล้วคิดจะใส่เสื้อกาวณ์ตัวนั้นไปกี่วันกันฮึ? เปลี่ยนเสื้อผ้าให้มันเรียบหร่อยเด้"
พูดปุ๊บ มากิก็จัดแจงถอดเสื้อกาวณ์ของนิไคโดออกปั๊บ คุโจมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
"คุโจซัง คราวหน้าจะช่วยดูเรื่องเรียนให้ได้เมื่อไหร่รื่อ?"
"ถ้าคืนพรุ่งนี้ล่ะก็ ได้จ๊ะ"
"เข้าใจละ งั้นไปก่อนเด้อ เดี๋ยวฉันไปให้อาหารสัตว์เสียหน่อย"
นิไคโดมองตามร่างของบุตรสาวแล้วถอนหายใจเหมือนจะพึมพำว่า จริงๆเลย
"เหมือนเป็นแม่เข้าไปทุกวันแล้วเนี่ย คอยดูแลเสียเรี่ยมเร้อย่างกับฉันยังอยูในวัยอ้อนแม่เสียอย่างนั้น"
"เพราะตั้งใจทำหน้าที่แทนภรรยาของศาสตราจารย์อย่างเต็มตัวสินะคะ เป็นเด็กไม่ธรรมดาเลยนะคะที่สามารถเอาศาสตราจารย์ผู้มีอำนาจหน้าที่ด้านภูมิคุ้มกันวิทยาระดับโลกอยู่เนี่ย"
~*~
พอคุโจแอบมองเข้าไปในห้องเลี้ยงสัตว์ ก็เห็นมากิกำลังให้อาหารลิงชิมแปนซีที่เป็นสัตว์ทดลองอยู่
"กินซะหนะ เกียวซัง"
แม้น้ำเสียงจะฟังดูสดใส แต่บนแก้มของมากิกลับมีน้ำตาไหลเป็นทาง สัตว์เหล่านั้นเป็นสัตว์ที่จะถูกใช้เป็นตัวอย่างในการทดลองพรุ่งนี้ พอเห็นคุโจ มากิก็รีบเช็ดน้ำตา
"ถูกบอกไว้ว่าอย่าเอ็นดูเจ้าพวกนี้ให่หมักแท่ๆเล่ย……"
ลิงชิมแปนซีในกรงทำตัวเชื่องว่าง่ายกับมากิโดยไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสัตว์ทดลอง พอคุโจนั่งยองๆลงข้างมากิ ลิงชิมแปนซีก็แยกเขี้ยวขู่
"เพราะพวกสัตว์จำนวนนับหมื่นนับแสนตัวกลายเป็นเหยื่อสังเวยแบบนี้ทุกปีๆ พวกเราถึงได้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขอยู่ได้โดยไม่เจ็บไข้ได้ป่วยล่ะนะ ทั้งอย่างนั้นแล้ว มนุษย์ก็ยังเอาแต่เข่นฆ่ากัน เกลียดชังกัน ทำตามอำเภอใจตัวเองทั้งนั้น มนุษย์น่ะหลงลืมไปเสียแล้วล่ะนะว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ได้ด้วยธรรมชาติบนโลกนี้……"
คุโจเหลือบมองใบหน้าของมากิ
"นี่ มากิจัง คิดว่ามนุษย์โลกในเวลานี้มีค่าควรจะมีชีวิตอยู่ถึงขนาดต้องสังเวยเด็กพวกนี้รึเปล่า?"
มากิมองพวกสัตว์แล้วทำท่าใช้ความคิดเล็กน้อย
"ไม่รู้เหมือนกั้น แต่ยิ่งกว่าเหรื่องมีชีวิตอยู่ได่ด้วยการสังเว่ยเจ้าเด็กพวกนี่ ฉันว่าพวกเร่าควรจะใช้ชีวิตที่ได้ม่าให้คุ้มข่าที่ซุด"
มากิหันนัยน์ตาใสบริสุทธิ์ไร้ความลังเลไปยังคุโจ
"คุโจซัง ทำไมทึ้งได้ถามเรื่องหนั่นรื่อ?"
คุโจมีรอยยิ้มเศร้าๆผุดขึ้นบนใบหน้าแล้วโอบไหล่มากิ
"ถ้าคนบนโลกทุกคนคิดเหมือนมากิจังล่ะก็ โลกเราอาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีกว่านี้ก็ได้นะ"
ใบหน้าที่มิให้มากิเห็นบิดเบี้ยวเหมือนทรมานใจ
หมายเหตุ:*ชื่อเต็มของกระทรวงสาธารณสุขคือ กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ
L18-3 แผนการ
ชายชราผู้หนึ่งกำลังมองออกไปข้างนอกจากหน้าต่างของอาคารที่พักอาศัย
ภายนอกหน้าต่างนั้น ความเร่งรีบของเมืองหลวงกำลังแล่นละโลด เบื้องหลังแนวรถยนต์ที่เรียงต่อกันไม่มีที่สิ้นสุดมีหมู่ตึกระฟ้าซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเรียงรายอยู่ และหลังหมู่ตึกนั้น ผืนฟ้าขมุกขมัวด้วยควันพิษก็แผ่กว้างอย่างไม่หยุดยั้งอยู่เบื้องหลังหมู่ตึกที่บดบังผืนฟ้าส่วนใหญ่
ชายชราผมขาว หรือ ดอกเตอร์คางามิ มองทิวทัศน์นั้นแล้วพึมพำขึ้นมาลอยๆ
"นี่คือวิวัฒนาการที่แท้จริงของมนุษยชาติอย่างนั้นรึ ทั้งที่รู้อยู่ว่ายุคขาดแคลนน้ำมันปิโตรเลียมกำลังคุกคามเข้ามาและอนาคตมืดมิดอันเกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพราะภาวะโลกร้อนและวิกฤติอาหารกำลังคืบคลานมาใกล้ ก็ยังประวิงวันที่จะตัดสินใจกันให้เด็ดขาดออกไปอีก……นี่ไม่ใช่วิวัฒนาการหรือความรุ่งเรืองทั้งนั้น มนุษยชาติกำลังถดถอยอยู่ต่างหาก"
คางามิหันกลับไปในห้องพลางถอนใจเฮือกด้วยความโกรธขึ้ง
"มนุษยชาติหลงลืมจนสิ้นแล้วว่ามนุษย์เราเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมบนโลก วงจรธรรมชาติอันสมบูรณ์แบบหลงเหลืออยู่แค่สวนจำลองแห่งนี้เท่านั้นแล้ว"
เขาหันสายตาไปยังอาณาบริเวณที่ถูกคั่นแบ่งด้วยกระจกซึ่งเรียกว่า 'สวนจำลอง' ด้วยความรักใคร่ มันคือสภาพที่อยู่อาศัยที่มีความสมดุล (Biotope) ขนาดมหึมาซึ่งประดิษฐานอยู่กลางห้องนั่นเอง
ภายในห้องขององค์กร NPO 'Blue Ship' นั้น สมาชิกจำนวนถึงสิบคนกำลังเตรียมการแจกจ่ายใบปลิวเรื่องการพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับสมาชิกอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งจัดวางไว้ราวกับจะสละบริเวณให้กับสภาพที่อยู่อาศัยที่มีความสมดุลซึ่งกินพื้นที่ไปกว่าครึ่งห้อง
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเยี่ยมหน้าออกมาให้เห็นจากห้องส่วนตัว
"ดอกเตอร์คางามิ มีการติดต่อมาแล้วครับ เห็นว่าเสร็จสมบูรณ์แล้ว"
คางามิเผยอยิ้มรับคำพูดนั้น
"โอ อย่างนั้นหรือ โมโตบะคุง งั้นก็จวนได้เวลาแล้วสิ?"
ใบหน้าของชายผู้ถูกเรียกว่าโมโตบะมีรอยยิ้มเยือกเย็นฉาบเคลือบไว้
"ครับ คืนพรุ่งนี้เราจะลงมือตามแผน"
เหล่าสมาชิกหยุดมือจากกิจกรรมบังหน้าแล้วเงยหน้าขึ้นอย่างพร้อมเพียง
โมโตบะก้าวไปหยุดยืนหน้าสมาชิก ด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง รอยยิ้มนั้นแม้จะดูนุ่มนวล แต่ก็หนักแน่นและไม่อาจมองเห็นถึงความปราณีได้เลย สิ่งที่หลงเหลือติดตรึงในความทรงจำของผู้ได้พบเห็นก็คือนัยน์ตาที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยังคงสงบเยือกเย็น ไม่ระริกไหว และรอยแผลเป็นจากไฟไหม้ขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่บนแก้ม
"แผนการนำสังคมซึ่งทุกคนที่มารวมตัวกันด้วยเห็นพ้องกับแนวคิดใน 'มนุษย์ สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (Red Animal)' ผลงานอันมีชื่อเสียงของดอกเตอร์คางามิ ใฝ่หา และสภาพของโลกในอุดมคติ กลับคืนมานั้น ใกล้ได้เวลาของย่างก้าวแรกแล้วครับ มันอาจจะเป็นการตัดสินใจอันขมขื่นสำหรับทุกคนที่มารวมพลกันภายใต้อุดมคตินี้ก็จริง แต่ ณ ทางแยกแห่งประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์นั้น 'ผู้เบิกทาง' มีความจำเป็นจะต้องนำทางผู้คน และการเตรียมใจไว้ว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงการเสียสละในระดับหนึ่งได้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนเป็นสมาชิก ‘ผู้ได้รับเลือก’ เพื่ออุดมคติ……ทุกคนจะเป็นผู้ ‘เปลี่ยนโลก’ ครับ"
นั่นเป็นคำพูดโมโตบะกล่าวออกมานับครั้งไม่ถ้วนนับแต่ได้เข้ามาใน Blue Ship เมื่อสองปีก่อน
แทรกความคิดว่าไม่ได้ถูกกดดันเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นทางเลือกที่ตนเลือกเอง แล้วก็ปลูกฝังความคิดอันสูงส่งว่าเรื่องนั้นมีเพียง 'มนุษย์ผู้ลืมตาตื่นแล้ว' เท่านั้นถึงจะเลือก……
แม้จะเป็นวิธีบงการความรู้สึกนึกคิดทั่วไปขั้นพื้นฐานเสียเหลือเกิน แต่เหล่าสมาชิกก็พยักหน้ารับด้วยความรุ่มร้อนที่คุกรุ่นขึ้นมา
"วันที่เราจะนำโลกอันสมานฉันท์ได้เหมือนอย่างในสวนจำลองแห่งนี้กลับมาสู่ผืนโลกใกล้เข้ามาแล้วสินะครับ"
คางามิหรี่ตามองอนาคตที่ถูกฝากฝังไว้ในสวนจำลอง สภาพที่อยู่อาศัยที่มีความสมดุลเป็นอาณาบริเวณซึ่งบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่นั้นและเป็นสัญลักษณ์ภารกิจของพวกเขา ทั้งยังเป็นอาณาบริเวณที่อุดมคติถูกย่อส่วนเอาไว้ สิ่งมีชีวิตทุกผู้แบกรับบทบาทของตนและคงทำงานสร้างโลกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาบริเวณแห่งความสมานฉันท์
~*~
โมโตบะซึ่งกลับเข้ามายังห้องส่วนตัวลั่นกุญแจห้องแล้วคว้าหูโทรศัพท์
เขาต่อสายแล้วพูดภาษาอังกฤษออกไปอย่างคล่องแคล่ว ดำเนินการเจรจาโดยมีรอยยิ้มผุดขึ้นเป็นครั้งคราว
"โอ๊ะโอ ก็เป็นของที่มองเห็นจุดอ่อนนี่นา เราเอาอำนาจป้องกันแบบใหม่แทนที่อาวุธนิวเคลียร์ แล้วก็ยังเป็นอำนาจชนิดเปิดศักราชใหม่ด้วย มาไว้ในมือได้นะครับ ผมว่าเงินจำนวนสี่พันล้านดอลล่าร์นี่ นับเป็นการซื้อขายราคาถูกทีเดียวนะครับ"
พออยู่ตามลำพัง รอยยิ้มของโมโตบะก็ถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มเหยียดหยัน ทำให้รอยแผลเป็นจากไฟไหม้บนแก้มบิดเบี้ยวยิ่งขึ้นอีก หากก็ไม่มีผู้ใดได้เห็นมัน
"ท่านนายพลเองก็ชำนาญการค้า ไม่คิดว่าไปเป็นพ่อค้าแทนทหารจะประสบความสำเร็จมากกว่ารึ?"
นิ้วของโมโตบะหมุนลูกโลกที่อยู่ใกล้ๆราวกับ 'ผู้นำเผด็จการ' กำลังปกครองบ้านเมืองเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคมอยู่บนโต๊ะทำงานซึ่งมีของทุกอย่างจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ
"อย่างนี้นี่เอง อยากเห็นอานุภาพก่อน อย่างนั้นสินะ"
=+=+=+=
Up next: L17-1 บุกรุก
ยินดีต้อนรับคำติชมและคอมเมนท์ค่ะ ท่านใดมีหนังสืออยู่ในมือแล้วเห็นจุดผิดพลาด ชี้บอกได้ตามสบายเลยค่ะ เราจะได้แก้ไขต่อไป
ตอนนี้ได้ L change the WorLd Official Movie Guide มาอยู่ในมือแล้ว คาดว่าเอนทรี่หน้าคงได้นำข้อมูลกับภาพในนั้นบางส่วนมาอัพค่ะ เรื่องให้อัพเยอะแยะไปหมด หน้ามืดตาลายคล้ายๆจะเป็นลม >_>;;;
คืนนี้นัดตัดสินศึกนองเลือดดวลราคาชิงตั๋วพรีเมียร์รอบแรกของโตเกียวค่ะ โปรดเอาใจช่วยให้อิฮั้นเป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยนะฮ้า~ (<<-- พูดกับใครยะ?) *ได้ยินเสียงกะตังค์ในกระเป๋าเตรียมออกบินร่อนฟิ้ว* TwT
edit @ 20 Jan 2008 20:07:23 by lapace
)
ช่างเป็นการรอที่คุ้มค่ามากมาย อ๊ากกกก แอลยังคงน่ารักน่าชังเหมือนเดิม