2008/Jan/02

 

อ๊ะ ก่อนอื่น เปลี่ยน BG บลอก แล้วก็ลืมเสียสนิทค่ะ BG บลอก งามๆ ฝีมือ Sloth อีกเช่นเคยค่ะ เป็นภาพประกอบฟิคเรื่อง "Seasons Farewell" ที่เรายังคงดองอร่อยได้ที่อีกเช่นเคย เหอๆ ก็ต้องขอบคุณ Sloth ที่อนุเคราะห์ภาพมาทำ BG อีกเช่นเคยนะเคอะ (แล้วจะพยายามเขียนฟิคทั้งหลายที่ติดหนี้ให้เสร็จเร็วเท่าที่สุดเท่าที่ทำได้ หงิง TwT)


มาวันนี้ก็รวบรวมข่าวคราวคาบมาเล่าสู่กันฟังอีกเช่นเคยค่ะ
^^ (หลายๆข่าวก็ออกจะล้าสมัยไปแล้วเพราะยัยเจ้าของกระทู้อืดอาดยืดยาดค่ะ =_=;;)

 

ข่าวเรื่องแรก: ไตเติลหนัง

ภาค Spin Off ของภาพยนตร์ Death Note ได้ชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วค่ะ นั่นก็คือ “L change the WorLd” นั่นเองค่ะ (คงรู้กันหมดเรียบร้อยแล้วแน่นอนค่ะเพราะเราดองข่าวไว้เป็นเดือน เหอๆ)

แต่ทีุ่อยากจะคุยก็คือ ได้ฟังชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างหรือคะ
?

ยัย Kurai ได้ฟังแล้วอยากจะเอาหัวโขกกำแพงจนเลือดอาบตายค่ะ ใครเป็นคนคิดชื่อเรื่องเนี่ยยย
!? ช่วยอธิบายเหตุผลที่อิฮั้นสามารถทำความเข้าใจได้ทีเถอะว่าทำไมตั้งชื่อเรื่องแบบเน้!! T^T

ประเด็นแรก ชื่อนี้ช่างทื่อมะลื่อ ไม่ให้ความรู้สึกถึงเสน่ห์ความลึกลับ
Death Note เลยซักกะติ๊ดเดียว ก็ยังไม่รู้หรอกนะว่าทีมงานต้องการสื่ออะไรจากชื่อเรื่องที่ว่า แต่ ณ ขณะนี้ มันฟังดูแบไต๋แปลกๆเหลือเกิน อยากได้ชื่อที่ฟังดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนสมกับเป็น Death Note มากกว่านี้นะ! (อันนี้โวยวายตั้งแต่ก่อนอ่านนิยาย)

ประเด็นที่สอง ภาษาอังกฤษที่ใช้มันช่าง
ต่อให้เป็นประเทศญี่ปุ่นที่แม้แต่ภาษาอังกฤษที่ใช้กันเวลาเป็นการเป็นงานก็ยังพิลึกกึกกืออยู่บ่อยๆก็เถอะ แต่ชื่อหนังขอภาษาอังกฤษที่ฟังดูสวยงามกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง? แล้วใช้คำแบบนี้ จะให้ตีลังกา 360 องศาคิดยังไง มันก็ได้แค่ความหมายเดียวคือ “L เปลี่ยนแปลงโลกนี้(ซึ่งมันทื่อมะลื่อมาก ต่อให้จะสื่อว่าการปิดคดีนี้ของ L ได้ช่วยและเปลี่ยนแปลงโลกนี้เอาไว้หรืออะไรยังไงก็เถอะ) หรือถ้าจะคิดว่า L เป็นชื่อหลัก และ change the WorLd เป็นชื่อย่อย และเมื่อดูจาก L ในคำว่า ‘WorLd’ ที่ใช้เป็นตัวใหญ่ อาจจะคิดได้ว่าโลกที่ว่าไม่ใ่ช่แค่โลกใบนี้ แต่เป็นโลกของ L (ทัศนคติและความคิดต่างๆนานา) ด้วย และ change the WorLd ก็มีความหมายว่า ใครสักคนเป็นคนเปลี่ยนโลกของ L ก็ไม่ต้องบอกออกมาตรงๆก็ด้ายยย~~~! หรือจะมองว่าต้องการสื่อว่า L เปลี่ยนแปลงทั้งโลกใบนี้และโลกของตัวเองก็เถอะ มันก็ยังไม่เจ๋งพอ ฮือ~ TwT (ยัยนี่ก็เรื่องมากเจรง~) (อันนี้ก็โวยวายตั้งแต่ก่อนอ่านนิยาย เริ่มเห็นสภาพการดองแน่ชัดขึ้นเรื่อยๆ *ซีด*)

อีกเรื่องก็เห็นด้วยกับคุณซาเอกิค่ะ เรื่องประเด็นเรื่องน่าจะใส่ตัว
‘s’ ให้กริยา ‘change’ ก็จริงเนอะคะ แต่พยายามมองในแง่ดีว่า ถึงจะตั้งชื่อแบบนี้ออกมา ทีมงานก็ไม่น่าหลุดขนาดนั้นมั่งเนี่ย (หรือเราจะมองโลกในแง่ดีเกินไป?) เพราะงั้นถ้าไม่ใส่ ‘s’ เราก็คิดออกได้แค่ 3 กรณีค่ะ (คิดไว้ตั้งแต่ตอนก่อนอ่านนิยาย เพราะงั้นไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในนิยายน่อ) คือ

(1) ‘change’
เป็นกริยารูปคำสั่งหรือขอร้อง คือ ประมาณว่า คนอื่นขอให้ L ช่วยเปลี่ยนแปลงโลกนี้

(2) L
มีความหมายเป็นพหูพจน์ (ถ้าคิดว่า L เป็นองค์กร ไม่ได้มีแค่คนเดียว)

(3)
จริงๆแล้วทีมงานตั้งใจให้ ‘change the WorLd’ เป็นไตเติลรอง ส่วน ‘L’ เป็นไตเติลหลัก (แต่ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะใช้ ‘C’ ตัวใหญ่ตรง ‘Change’ แล้วก็มีเครื่องหมายคั่นกลางหน่อยนิ


นั่งวิเคราะห์ภาษาอังกฤษแบบมือสมัครเล่นอะไรอยู่เนี่ยเรา แตร่ววว


ยังรู้สึกว่าชื่อเรื่องที่เป็นข่าวลือ
“The Last Life” ยังฟังดูดีกว่านี้หน่อยนึง แต่จริงๆ้ถ้าจะเล่นคำที่มีตัว ‘L’ ทั้งที ก็อยากให้ระดมไอเดียชื่อเรื่องที่เข้าท่ากว่านี้เสียหน่อย เอาเถอะ ได้แต่หวังว่าพอได้ดูเรื่องจริงๆแล้ว (ตอนนี้ต้องบอกว่าพออ่านนิยายจบสินะ) เนื้อเรื่องมันจะมีความสัมพันธ์กับชื่อเรื่องที่เจ๋งเป้งจนคาดไม่ถึงแล้วทำให้ยอมรับได้ขึ้นมาก็ได้ =_=;; (อันนี้ก็โวยวายตั้งแต่ก่อนอ่านนิยายจบ <<-- แล้วมันจะยังเอามาบ่นทำไมเนียะ?)

และแม้ว่าเราจะกลุ้มจิตกับชื่อเรื่องแค่ไหน ในเมื่อมีชื่ออย่างเป็นทางการขึ้นมาแล้ว เราก็จะอ้างอิงถึงชื่อนี้นับจากนี้ไปล่ะค่ะ
=_=;; ยังไงยกเว้นเรื่องชื่อ เราก็ยังตั้งความหวังกับปัจจัยอื่นๆของหนังเรื่องนี้ล่ะนะ



ข่าวเรื่องที่
2: ของแถมที่มากับตั๋วหนัง


เริ่มแรกเดิมทีเลยนั้น มีข่าวออกมาว่า ถ้าซื้อตั๋วล่วงหน้า จะได้รับที่ห้อยมือถือเป็นของแถมค่ะ ซึ่งที่ห้อยมือถือที่แถมตามโรงหนังนั้นจะมีทั้งหมด
4 ลาย และถ้าสั่งตั๋วกับ Tsutaya ก็จะได้ที่ห้อยมือถือลายพิเศษอีก 1 ลาย รวมทั้งหมดเป็น 5 ลาย ตามด้านล่างค่ะ



ยัย
Kurai ก็ชั่งใจอยู่นานว่าจะเอายังไงดี จะซื้อตั๋วหนัง 5 ใบเพื่อเอาที่ห้อยมือถือทุกลายเลย มันออกจะบ้าเกินไปหน่อยรึเปล่าน? ปกติภาคก่อนๆก็ดูในโรงภาคละ 3 รอบอยู่หรอก แต่ 5 รอบเนี่ยน้า~? เงินล่ะ เงินๆๆ T_T แต่ด้วยความบ้าฝังลึกที่แก้ยังไงก็ไม่หาย เราก็เลยซื้อมัน 5 ใบละ(วะ)ค่ะ กะว่าอีก 2 ใบค่อยไปขายคนอื่นถูกๆอีกทีละกัน (โชคดีมีน้องอาซานะเป็นเหยื่อไปหนึ่งราย โทษฐานที่รู้จักกัน อะฮุๆๆ)

ตั๋วหนังซื้อล่วงหน้าเปิดขายวันแรกในวันที่
31 ตุลาคม 2007 ซึ่งก็คือวันเกิด L นั่นเองค่ะ (เข้าใจกำหนดวันนะยะ) เราวิ่งไปซื้อตั๋วที่โรงประมาณเที่ยงๆ ข่มความอายเดินเข้าไปถามที่เคานท์เตอร์ขายตั๋วว่า อยากซื้อตั๋วล่วงหน้าของ…” *เว้นช่วงไปนิดนึง* “…’เอหรุ เชนจิ ซะ วารุโดะ(เสียงภาษาญี่ปุ่นของ L change the WorLd) =_=;; น่ะค่ะ (ใคร คร้ายยยตั้งชื่อออ!?) พนักงานทำหน้างงเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า อ๋อ เชิญที่ตู้โชว์เลยค่ะ มองไปทางตู้โชว์(ที่มีพวกสินค้าหนังวางขายอยู่) ก็เห็นพนักงานอีกคนยืนอยู่ อ๊ากกก ตรูต้องพูดอีกรอบเหรอเนี่ยยย? orz

เอาฟะ ใจกล้าหน้าด้าน ข่มความอาย เดินไปที่ตู้โชว์แล้วบอกพนักงานอีกรอบว่า
อยากซื้อตั๋วล่วงหน้าของ…” *เว้นช่วงไปนิดนึง อะเกน* “…’เอหรุ เชนจิ ซะ วารุโดะ(เสียงภาษาญี่ปุ่นของ L change the WorLd) =_=;; น่ะค่ะ (ใคร คร้ายยยตั้งชื่อฟร้า!? อะเกน) ปรากฎคุณพนักงานคนนี้ตอบกลับมาว่า อ๋อ เอหรุ (เสียงภาษาญี่ปุ่นของตัว L) น่ะเหรอครับ? สักครู่นะครับ (อ๊ากกกก พูดแค่ เอหรุ เฉยๆก็พอเหรอเนี่ย??? orz) ว่าแล้วคุณพนักงานก็หายตัวไปในห้องเก็บของด้านหลังก่อนจะกลับมาพร้อมคูปองแลกที่ห้อยมือถือ แล้วถามว่า ไม่ทราบจะรับของแถมลายไหนดีครับ?” เราพยายามควบคุมสีหน้าสุดขีดไม่ให้ตุเลงเตร่งเตร๊งเกินไปแล้วถามว่า ถ้าซื้อตั๋ว 4 ใบ จะได้ครบทุกลายมั้ยคะ?” คุณพนักงานเหมือนจะนิ่งไปนิดนึง ก่อนจะตอบกลับมาว่า ได้สิครับ เยส! ข่มความอายอีกรอบแล้วบออกไปว่า “งั้นขอ 4 ใบค่ะ (โอตาคุมาเยือน orz)

เอาเถอะ เพื่อเก็ตไอเท็ม เรายอมใจกล้าหน้าด้าน ไ้ด้คูปองแลกของมา อยากจะยิ้มแก้มปริ (จริงๆผิดหวังนิดๆ นึกว่าจะได้ของเลยซะอีก) แต่ก็ต้องสะกดกลั้นอารมณ์เบิกบานใจเอาไว้เพราะไม่อยากออกนอกหน้า ว่าแล้วก็แก้เขินด้วยการหันไปหยิบใบเปิดหนังของเรื่องนี้มาปึกย่อมๆ (มันช่วยแก้เขินตรงไหนฟระ
?) และแล้วระหว่างนั้นก็มีผู้หญิงอีกคนเดินเข้ามาซื้อตั๋วเรื่องเดียวกันโดยบอกพนักงานว่า ขอตั๋ว เอหรุ’ 2 ใบค่ะอ๊ากกกก พูดแค่ เอหรุ เฉยๆก็พอ*จริงๆ*เหรอเนี่ย??? orz อะเกน)

ก็แอบ อะฮ้า ถึงจะไม่ถึงกับ 4 ใบ แต่ซื้อ
2 ใบ แสดงว่าอาจจะอยากได้ที่ห้อยมือถือ 2 ลายสิน้า *หูตั้งหางกระดิก* แต่ปรากฎว่าเธอคนนั้นเอาที่ห้อยลายเดียวกัน 2 อันขะรับ ฮือ อีกใบคงมีคนฝากซื้อสินะ *หูลู่ หางตก* อ๊ะ แต่ก็ไม่แน่ เธออาจจะเป็นแบบฉบับของโอตาคุที่ดี คือ ซื้อหนึ่งชุดไว้ใช้เอง ซื้อหนึ่งชุดไว้ขึ้นหิ้ง และซื้อหนึ่งชุดไว้เผยแพร่!? (อันหลังไม่เกี่ยว) ก็ได้นะ *หูตั้งหางกระดิก อะเกน* (ปล่อยมันเพี้ยนไปเถิดขอรับ ท่านๆ)


อับอายขายขี้หน้าแล้ว สุดท้ายก็ได้รับคูปองแลกที่ห้อยมือถือตามด้านล่างมาค่ะ




ดูจากเลขที่คูปองแล้ว ท่าทางโรงหนังแต่ละแห่งคงจะได้รับโควต้าที่ห้อยมือถือกันมาคนละ 50 อันต่อลายกระมัง ตอนที่เราไปถึง ก็ได้คูปองเลขที่เหล่านี้มา น่าหวาดเสียวนิดๆว่าถ้ามาตอนเย็นๆที่คนมาเดินเที่ยวกันแยะๆ จะยังมีเล็ดรอดมาถึงเรามั้ยน้า จะว่าไป ดูจากเลขที่ว่าเราเป็นรายที่ 6 ที่เลือกลายเค้ก ช็อคโกแลต และหน้ากาก (ยกเว้นอมยิ้ม) แล้ว ทำให้จิ้นไปได้เหมือนกันนะว่า ก่อนหน้าเรา คนที่มาซื้อก็เหมากันคนละ 4 ลายเหมือนกัน (ถึงได้รีบวิ่งมาซื้อกันตั้งแต่เช้าๆ สายๆ ก่อนหน้าเราไง กรั่กๆๆ)


หลังกลับจากทริปเกียวโตประมาณปลายๆเดือน ก็ได้โอกาสไปรับของที่โรงหนังเสียทีค่ะ

 

 

ในรูปมีที่ห้อยมือถือที่แถมมากับตั๋วหนังที่สั่งจาก Tsutaya ด้วย คือ ขนมเสียบไม้ แม้แต่พื้นหลังก็ยังพิเศษกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาค่ะ คือเป็นรูป L ยิ้ม (อ๊ากกก แล้วใครเล่าจะไม่อยากได้!?) ล่อกันเห็นๆ เจ้าบ้าาา ว้ากกก!! (ตีโพยตีพายแต่ก็ตกเป็นเหยื่อ orz)



เอาหน้าตั๋วมาให้ดูกันด้วยค่ะ






แต่ไม่ทราบว่า
“L change the WorLd” นี่ดูมีศักยภาพมากมายหรืออย่างไรนะคะ นอกจากที่ห้อยมือถือแล้ว ก็ยังมีอีกสองเจ้าที่ร่วมด้วยช่วยกันเสนอของแถมสำหรับตั๋วหนังรวมอีกทั้งหมด 3 อย่าง นั่นก็คือ


(1)
แฟ้มใส่ตั๋วหนังเป็นลายหน้าปกเกม Death Note ภาคล่าสุด “L the proLogue to DEATH NOTE” (ขยันเล่นตัว L กันจริงจริ๊ง~) นำเสนอโดย Konami รายละเอียดเกี่ยวกับเกม อ่านได้ด้านล่างค่ะ

 

 

(2) โปสการ์ดขนาด A5 สองใบ เป็นรูปปกนิยายและตัวอักษร L ค่ะ อันนี้นำเสนอโดยร้านสะดวกซื้อ Lawson

 

 


ส่วนที่เลวร้ายที่สุดก็คือ
(3) ดีวีดีรุ่นเฉพาะแถมที่ Lawson “Outside of File No.15” มีเวอร์ชั่น outside แน่นอนค่ะว่า “L File No.15” ต้องมีตัวตนอยู่แน่นอน (รายละเอียดเีกี่ยวกับ “L File No.15” อ่านได้ด้านล่างค่ะ มึนจริ