Imperfect Perfection
By Kurai Atreides
Pairing: Light x L
Rate: PG-13
Dedicated to: L's 28th Birthday Anniversary, October 31st, 2007.
Special Thanks:
(1) คุณ Sirius เบต้ารีดเดอร์จำเป็น - ขอบคุณที่ช่วยอ่าน ชี้จุดที่หลุดโชว์ความเบ๊อะออกไปมากมาย เลยได้แก้ไขก่อนที่ความเบ๊อะจะหลุดไปสู่สายตาสาธารณชนนะคะ ไม่มีคุณ Sirius คงมีความกล้าจะโพสฟิคเรื่องนี้น้อยกว่านี้ แหะ ๆ ขอบคุณที่รับเป็นที่ระบายความเครียด เสียงบ่น และเสียงงอแงตอนแต่งไม่เสร็จซะที และอีกหลายๆเรื่องเลยค่า >w<
(2) คุณ Saeki ที่รู้สึกเหมือนเป็นผู้ร่วมชะตากรรมนิด ๆ ที่ได้พูดคุยปรับทุกข์กันเล็กน้อยระหว่างปั่นงาน แต่สุดท้าย คุณ Saeki ก็ชิ่งปั่นงานเสร็จไปก่อน (แกว๊ก!) แต่รู้สึกมีกำลังใจขึ้นเยอะค่ะที่รู้ว่ากำลังมีแฟน L อีกคนปั่นงานฉลองวันเกิดให้ L แบบยิบตา เอิ๊กๆ
(3) Es ขาประจำ - ขอบคุณที่โผล่ออนเอ็มมาให้ได้จังหวะบ่นเรื่องฟิคที่เขียนทีไรก็ยาวเกินคาดทุกที กรากก
(4) น้อง Keko - สำหรับกำลังใจจ้า
แล้วก็ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่มาเป็นกำลังใจให้ในเอนทรี่ก่อนด้วยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ >w<
@@@@@@@@@
Imperfect Perfection
ชายหนุ่มในชุดเสื้อลำลองสีน้ำตาลอ่อนตวงส่วนผสมทั้งหลายกับเครื่องชั่งขนาดเล็กสำหรับทำครัวโดยเฉพาะทีละอย่าง ๆ เขาจัดแจงร่อนแป้งแล้วตอกไข่ลงในชามสแตนเลส เมื่อขั้นตอนการตระเตรียมส่วนผสมเสร็จสิ้นลง นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่งามก็กวาดตามองชามเล็กชามน้อยไปจนถึงชามขนาดใหญ่ที่มีส่วนผสมของเค้กขนาดสามปอนด์ซึ่งวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะไม้มะฮอกกานีสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่
"สตรอเบอร์รี่สด ไข่ แป้ง น้ำเชื่อมข้าวโพด เหล้าหวานรสส้ม น้ำตาล เกลือ ไวน์ขาว เจลาติน ครีมสด กลิ่นวะนิลา อืม...ส่วนผสมครบแล้วสินะ"
ลมหายใจเบา ๆ ถูกปล่อยออกมาจากริมฝีปากได้รูป
นี่เรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่นะ...?
แต่ก็เห็นจะโทษใครอื่นไม่ได้นอกจากตัวเองที่ตกปากรับคำขอพิลึกพิลั่นของชายชราไปตั้งแต่แรก
"ว่าไงนะครับ?" ไลท์ร้องถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของริวซากิขอรับ" ชายชรากล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงเนิบ ๆ "ผมเลยมีเรื่องอยากขอร้องคุณไลท์เรื่องหนึ่ง ไม่ทราบว่าคุณไลท์จะสะดวกหรือไม่"
"เรื่องอะไรงั้นหรือครับ? ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่เกินความสามารถ ผมก็ยินดี" ไลท์ตอบรับอย่างแบ่งรับแบ่งสู้เพื่อหยั่งเชิงดูท่าทีของอีกฝ่ายก่อน
"ผมอยากจะขอให้คุณไลท์ทำเค้กวันเกิดให้กับริวซากิน่ะขอรับ"
"เค้กวันเกิด...?" คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันเป็นการตอบกลับคำขอที่เหนือความคาดหมายอย่างสิ้นเชิง
"ขอรับ"
"ทำไมถึงมาขอร้องผมล่ะครับ ในเมื่อคุณวาตาริออกจะเป็นมือหนึ่งด้านนี้แท้ ๆ?"
"ก็เพราะว่าคุณไลท์เป็นเพื่อนคนแรกของริวซากิน่ะสิขอรับ ริวซากิคงจะดีใจหากได้รับเค้กฝีมือคุณไลท์มากกว่าเค้กที่ผมทำให้เป็นปกติอยู่แล้ว"
ไลท์นึกหยันเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลยนั่น เป็นนิสัยติดตัวของทั้งเจ้านายและลูกน้องหรืออย่างไรกันนะที่ชอบหยิบยกเรื่องมิตรภาพจอมปลอมนี่ขึ้นมาอ้าง? เขาพินิจมองชายชราด้วยความเคลือบแคลง หากก็ไม่สามารถอ่านอะไรจากใบหน้าปรานีราวกับพระพุทธรูปได้เลยแม้แต่น้อย
"คุณไลท์คงจะคิดว่าการมาฉลองวันเกิดในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ"
อา...ดักคอได้ตรงเผงทีเดียว
"แต่ก็ยิ่งเพราะอย่างนั้นล่ะขอรับ ในเมื่อกองสืบสวนสืบสาวเงื่อนงำมาได้ถึงขนาดนี้และฮิงุจิก็ถูกจับได้แล้ว คดีคิระก็ดูท่าใกล้จะปิดฉากลงเต็มที พอคลี่คลายคดีได้แล้ว ริวซากิคงไม่มีโอกาสจะได้ฉลองร่วมกับทุกคนแบบนี้อีกแล้วล่ะขอรับ"
คลี่คลายได้แน่ ในอีกไม่ช้านี้ล่ะ แต่คงไม่ได้คลี่คลายในทางที่สมใจพวกแกเท่านั้นเอง ชายหนุ่มยิ้มเยาะอยู่ในใจ
"แต่ผมไม่เคยทำเค้กมาก่อนเลยนะครับ" ไลท์ยังคงพยายามบ่ายเบี่ยงให้ถึงที่สุด
"ไม่ต้องห่วงขอรับ ผมจะให้ความร่วมมือเต็มที่ หากขาดเหลือหรือต้องการอะไร สามารถบอกผมได้ตลอดเวลาเลยขอรับ"
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็เห็นจะหาหนทางปฏิเสธด้วยความนุ่มนวลในเชิงการทูตได้ยาก เขาจึงจำต้องตกปากรับคำว่าจะพยายามเท่าที่ทำได้เท่านั้นเอง
แม้ว่าระดับท็อปในวงการอาชีพประกอบอาหารนั้นจะเป็นผู้ชายเสียส่วนมาก แต่ในระดับครัวเรือนนั้นการทำอาหารก็ยังไม่พ้นตกเป็นหน้าที่หลักของผู้หญิง อีกทั้งทักษะด้านนี้ก็ไม่ยังประโยชน์อันใดต่ออาชีพการงานในอนาคตตามความตั้งใจของเขา และแน่นอนว่ายิ่งหาจุดเชื่อมโยงกับการสร้างโลกใหม่ไม่เจอเข้าไปใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องเรียนรู้ศาสตร์ด้านนี้เอาไว้เลยแม้แต่น้อย
หากถึงกระนั้น ในเมื่อจำเป็นต้องลงมือทำทั้งทีเช่นนี้โดยไม่มีหนทางหลีกเลี่ยง ชายหนุ่มก็ตั้งใจจะทำมันออกมาให้สมบูรณ์แบบชนิดคนรับที่เรียกได้ว่าเป็น ‘ตัวเขมือบขนมหวาน' จะไม่มีวันหัวเราะเยาะเขาได้ทีเดียว ยิ่งมีวาตาริผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านนี้เป็นป้อมปราการสำคัญที่ต้องฝ่าด่านออกไปให้ได้ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นจะนิ่งนอนใจไม่ได้ ไลท์จึงใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับตำราอาหารและการค้นคว้าเทคนิคและกลเม็ดเด็ดพรายที่บรรดาเกจิอาจารย์แนะนำ ซึ่งวาตาริก็ให้ความร่วมมือในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
จะว่าไป พรุ่งนี้นอกจากจะเป็นวันเกิดของริวซากิตามที่วาตาริกล่าวอ้าง ก็เป็นวันฮัลโลวีนด้วยสินะ ออกจะเหมาะกับภาพพจน์ของเจ้าของวันเกิดไปหน่อยกระมัง แต่อย่างไรเสีย พรุ่งนี้ไม่มีทางเป็นวันเกิดที่แท้จริงของริวซากิแน่ เพราะวาตาริไม่มีทางยอมเปิดเผยวันเกิดที่แท้จริงของริวซากิให้เป็นแหล่งสืบสาวไปถึงตัวตนที่แท้จริงของ ‘L' อยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์น้อยนิดเพียงใดก็ตาม แต่หากนึกในแง่ว่าวาตาริอาจจะจงใจบอกวันเกิดที่แท้จริงของริวซากิออกมาเพื่อหลอกให้เขาคิดว่าวันเกิดของริวซากิเป็นวันอื่น มันก็มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
แต่จะคิดเรื่องนี้ไปก็เท่านั้น ความคิดรังแต่จะวนเป็นวงเวียนไร้ทางออก วกวนกลับไปกลับมาอยู่แต่ที่เดิม ๆ เสียเปล่า ๆ ต่อให้ชี้ชัดได้ ข้อมูลเรื่องวันเกิดก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ช่วยได้น้อยนิดเหลือเกินในการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของ ‘L' ซึ่งอันที่จริงแล้วเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย นอกจากชื่อที่แท้จริงของ ‘L' แท้ ๆ
ยิ่งคิดว่าเขาต้องมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดเลยแบบนี้ ก็อดให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ไหน ๆ ก็เผลอตกปากรับคำไปเสียแล้ว รีบ ๆ จัดการให้เสร็จไปโดยเร็วท่าจะดี
ฉลองวันเกิดเสียให้พอใจเถอะ...ริวซากิ ก่อนที่นายจะไม่มีโอกาสได้ฉลองอีกต่อไปในไม่ช้า ถือว่าเป็นของขวัญก่อนลาจากฉันก็แล้วกัน
เมื่อคิดถึงแผนการที่น่าจะสำเร็จในไม่ช้าแล้ว ไลท์ก็ยิ้มออกมาได้ระหว่างที่ตีครีมให้ตั้งยอดไปด้วย
=+=+=+=+=
"สุขสันต์วันเกิด"
ใบหน้านิ่ง ๆ คำอวยพรเรียบง่าย สั้นได้ใจความ ดังขึ้นในระดับน้ำเสียงปกติ
ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีคำอวยพรเยิ่นเย้อ
ไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรฝืนธรรมชาติ ไม่มีความจำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหายที่รักกันเสียเต็มประดากับริวซากิ
ในทางตรงกันข้าม ยิ่งพยายามทำอะไรผิดไปจากปกติธรรมดา จะยิ่งต้อนตัวเองเข้าตาจนให้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหนักกว่าเดิมเสียมากกว่า
นักสืบหนุ่มผู้มีนัยน์ตาดำคล้ำเอียงคอมองถาดเงินที่มีฝาครอบปิดอยู่ซึ่งถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะด้วยความฉงนฉงาย และมีหรือที่เขาจะไม่เอื้อมปลายนิ้วเรียวยาวไปจับฝาครอบเปิดออกเพื่อค้นหาคำตอบที่มารอให้ค้นหาอยู่เบื้องหน้านี่แล้ว
เมื่อสิ่งขวางกั้นถูกกำจัด ภาพเบื้องหน้าก็เผยให้เห็นสตรอเบอร์รี่ชอร์ตเค้กก้อนโต ครีมสีขาวนวลและสตรอเบอร์รี่แดงฉ่ำลูกโตแลดูโอชาจนแทบจะอดใจไม่ไหว
ใหญ่ขนาดนี้ น่าจะสามปอนด์ได้ ริวซากิคิด เค้กใหญ่ขนาดนี้จัดว่าหาซื้อได้ยากตามร้านเค้กทั่วไปในญี่ปุ่น แล้วหน้าตาก็ยังผิดจากที่วาตาริทำให้ประจำอีก แม้ว่าความเป็นไปได้จะต่ำว่าสามเปอร์เซนต์ แต่...
ความรู้สึกทึ่งฉายให้เห็นในนัยน์ตากลมโตเหนือขอบตาดำคล้ำที่มองมา
"ยางามิคุงเป็นคนทำเองหรือครับ?"
แม้จะคาดหมายคำถามนี้อยู่แล้ว แต่ทำไมถึงได้รู้สึกแปลก ๆ ที่จะต้องตอบออกไปว่า "ใช่..." กันนะ?
นิ้วหัวแม่มือของริวซากิยกดันริมฝีปากบนให้เผยอขึ้นขณะที่สายตาจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ค่อยจะเชื่อสายตา ราวกับว่ามันเป็นวัตถุแปลกปลอมที่มาจากห้วงอวกาศ
"คงจะไม่ได้ใส่ยาพิษเอาไว้หรอกนะครับ?"
"นี่นาย..." ไลท์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหมือนดุเด็กเล็ก ๆ "ก่อนจะสรุปความอย่างนั้น ช่วยดูต้นตอเสียหน่อยเป็นไง? ถ้าไม่ได้รับการขอร้อง ฉันก็ไม่ได้คิดจะทำเค้กมาวางยาพิษนายเล่นตั้งแต่แรกหรอกนะ"
นัยน์ตามืดมนเหลือบสายตามองชายชราที่ยืนจัดเตรียมน้ำชาอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องก่อนจะเบนกลับมาหาคู่สนทนา
"ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่วาตาริไปขอร้องอะไรแบบนี้เข้า ทั้งที่ยางามิคุงก็ยุ่ง ๆ อยู่กับการเตรียมตัวกลับเข้าไปลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยอีกครั้งและการใช้ชีวิตตามประสาคู่รักหวานชื่นกับคุณมิสะแท้ ๆ"
ประโยคหลังฟังดูจะแฝงนัยประชดประชันจนชวนให้คนฟังอดทั้งรู้สึกฉุนขึ้นมาน้อย ๆ พลางคิดว่าไม่พูดเรื่องนั้นออกไปจะดีกว่าหรือเปล่า แต่ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้วที่ริวซากิจะไม่ตระหนักว่าวาตาริเป็นคนบอกเรื่องนี้กับเขาในเมื่อเป็นบุคคลเดียวที่กุมข้อมูลเกี่ยวกับวันเกิดของเจ้าตัวเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เสียงที่พูดในเวลาต่อมากลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
"แต่ถึงอย่างนั้น ก็อุตส่าห์สละเวลามาทำเค้กวันเกิดให้ผม ขอบคุณมากครับ"
"...อืม..." ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ไลท์ปรับอารมณ์จะตอบรับไม่ใคร่จะถูกนัก
"งั้นทานล่ะนะครับ"
วาตาริเข้ามาจัดแจงตัดแบ่งเค้กออกมาสวยงามอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะถอยตัวออกมาอย่างสุภาพ เจ้าของวันเกิดหยิบส้อมคันเล็กน่ารักขึ้นมาจิ้มลงไปในเนื้อเค้กแล้วเอาเค้กคำจ้อยเขาปากอย่างไม่รีรอ
"..."
ในเวลานั้นเองที่ไลท์รู้สึกราวกับว่าเป็นผู้ต้องหาที่ถูกพาตัวขึ้นศาลด้วยข้อหาไม่เข้าท่าและกำลังรอฟังคำพิพากษาของศาลอยู่
ยามที่เนื้อเค้กสัมผัสถูกลิ้น คิ้วที่มองไม่เห็นภายใต้เรือนผมสีดำที่ตกลงมาปกคลุมเหนือนัยน์ตาจนหมดสิ้นก็ขมวดเข้าหากันน้อย ๆ เล่นเอาคนทำเริ่มใจคอไม่ดี แต่แล้วรอยยิ้มกว้างก็ค่อย ๆ เผยออกมาในที่สุด
"ยอดเยี่ยมไปเลยล่ะครับ" ริวซากิมองหน้าเขาแล้วเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ
แกล้งกันหรอกรึ...?
ไลท์ถอนหายใจอยู่ในใจโดยไม่รู้ตัว
เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ แต่คำชมในเรื่องไม่เป็นเรื่องนั่นก็ทำให้เขาอดรู้สึกโล่งใจขึ้นมาไม่ได้
"อ๊ะ...เค้กน่าทานเชียวครับ!!"
เสียงประตูอัตโนมัติเปิดขึ้นตามมาด้วยเสียงร้องเริงร่าของตำรวจหนุ่มที่ดังขึ้นขัดบรรยากาศ และพร้อมกันนั้น ตำรวจคนอื่น ๆ ก็พากันเรียงแถวเดินตามกันเข้ามาในห้อง
"ก้อนใหญ่ขนาดนั้น เนื่องในโอกาสอะไรเหรอครับเนี่ย?" มัตสึดะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ไลท์หันไปมองนักสืบหนุ่มเหมือนจะขอความเห็นแต่อีกฝ่ายก็นิ่งเฉยราวกับรอให้เขาเป็นคนสารภาพข้อเท็จจริงออกมาเอง
"ผมทำให้เป็นเค้กวันเกิดของริวซากิน่ะครับ" ชายหนุ่มเรือนผมสีน้ำตาลพูดออกมาเรียบ ๆ อย่างเสียมิได้
"ห๊า~ วันนี้วันเกิดริวซากิเหรอครับ!? แล้วยังเค้กที่ไลท์คุงทำเองอีก!? โอ้โห นักเรียนดีเด่นนี่ทำได้ทุกอย่างจริง ๆ นะครับเนี่ย!"
ข้อเท็จจริงทั้งสองประการเรียกเสียงฮือฮาขึ้นในหมู่ตำรวจญี่ปุ่นราวกับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและไม่เคยพบเห็นมาก่อนอย่างเหลือคณา
"งั้นผมขอกินด้วยคนสิคร้าบ~ ถือว่าฉลองความสำเร็จในการปิดคดีคิระไปด้วยในตัว"
ว่าแล้วมัตสึดะก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความหมายมั่นเต็มที่
"วาตาริ"
ต่อให้เป็นตำรวจหนุ่มผู้มีฝีมือยิงปืนแม่นยำเพียงใดก็ต้องพลาดเป้าอย่างแรงเมื่อชายชรายกถาดเค้กใส่รถเข็นแล้วเข็นหลบไปทางอื่นทันทีตามคำสั่งสั้น ๆ เพียงสามพยางค์ที่เข้าใจกันระหว่างเจ้านายและผู้ใต้บังคับบัญชา
"อ๊า~ ริวซากิน่ะ งกไปได้ ขอชิมซักคำก็ไม่ได้เหรอ?"
"ไม่ได้ครับ"
"ทำไมล่า? ผมก็อยากลองกินเค้กที่นักเรียนอันดับหนึ่งของประเทศทำบ้างนี่นา"
"ไม่ได้ครับ"
"โธ่เอ๊ย หัวหน้าเองก็อยากลิงชิมขนมฝีมือลูกชายทำด้วยเหมือนกัน จริงม้า?" ตำรวจหนุ่มอารมณ์ดียังคงดื้อดึงไม่เลิก
"เอ้อ..." โซอิจิโร่กระแอมไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากด้วยท่าทีเขิน ๆ ว่า "ไม่ได้จริง ๆ รึ...ริวซากิ? อย่างที่มัตสึดะว่าล่ะนะ ฉันก็...เอ้อ...อยากลองกินเค้กที่ลูกชายตัวเองทำน่ะ"
"ถึงจะเป็นคุณอาซาฮี ก็ไม่ได้เหมือนกันครับ เค้กก้อนนี้ยางามิคุงทำให้เป็นของขวัญวันเกิดผม เอาไว้คุณอาซาฮีก็ขอให้ยางามิคุงทำให้คุณอาซาฮีทานโดยเฉพาะก็แล้วกันนะครับ"
มัตสึดะคอตกอย่างผิดหวัง โซอิจิโร่เองก็เหมือนจะมีสีหน้าผิดหวังน้อย ๆ แต่ก็ยังเก็บอารมณ์ไว้ได้ด้วยความเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคนแล้ว ในขณะที่เสียงคุยพึมก็ดังขึ้นในหมู่ตำรวจญี่ปุ่นคนอื่น ๆ ต่อไป
ไลท์มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยอารมณ์อ่อนใจกับการถกเถียงกันเหมือนเด็ก ระคนปลื้มใจน้อย ๆ ที่ริวซากิมีท่าทีหวงแหนเค้กที่เขาทำให้เสียขนาดนั้น ถึงแม้ว่าริวซากิก็คงหวงเค้กก้อนอื่น ๆ ไม่ต่างอะไรจากเค้กก้อนนี้ก็ตาม
เขาก็ไม่ได้รังเกียจอะไรกับการมีคนเห็นคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ แม้มันจะเป็นเพียงแค่เค้กก้อนหนึ่ง
ช่างน่าเสียดายที่ริวซากิกลับไม่เห็นค่าของอุดมคติในการสร้างโลกใหม่และการพิพากษาในฐานะคิระของเขา
แต่เมื่อใดที่ริวซากิขาดความท้าทายในจุดนั้น ก็คงจะไม่คู่ควรที่เขาจะสนใจอีกต่อไปอยู่ดี
ในเวลานั้นเอง เสียงริงโทนก็ดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีสายเรียกเข้ามายังโทรศัพท์มือถือของไลท์ที่ถูกมอบคืนให้แก่เจ้าของหลังหลุดพ้นจากสถานะผู้ต้องสงสัย
"ครับ?" ชายหนุ่มตอบเมื่อกดปุ่มรับโทรศัพท์ "มิสะเหรอ...?"
ได้ยินเพียงเท่านั้นก็มัตสึดะก็หูผึ่ง ตั้งสมาธิฟังบทสนทนาเต็มที่ในทันใด
"อืม ที่ฮาราจุกุ ประตูทางออกทาเคชิตะ อืม...เข้าใจแล้ว งั้นเท่านี้นะ"
ทันใดที่โทรศัพท์ถูกตัดสายไป มัตสึดะก็ร้องแซวขึ้นโดยไม่รอช้าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"เดทกับมิสะมิสะเหรอครับ?"
"ก็...ครับ"
"ฮิ้ว ๆ หวานชื่นจังเลยนะคร้าบ~"
"มัตสึดะ เลิกพูดจาไร้สาระเสียทีเถอะน่ะ" ไอซาว่าติงขึ้น
"ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ครับ ยังไงเราก็จับคิระได้แล้วทั้งที ก็ควรจะทำอารมณ์ให้มันสดใสสบายใจสมกับที่เครียดสั่งสมมานานไม่ใช่เหรอครับ?"
"อืม...จริง ๆ ที่นายว่ามามันก็มีเหตุผล โดยเฉพาะไลท์คุงที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคงจะเครียดกว่าใครเพื่อน นาน ๆ ที ไปเที่ยวกับอามาเนะให้สบาย ๆ ก็น่าจะดีเหมือนกัน"
หากว่าคำพูดของตำรวจในกองสืบสวนที่คอยวนเวียนอยู่กับเรื่องของเขากับมิสะไม่ช่วยอำนวยให้การไปพบกับมิสะได้สะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้นแล้วล่ะก็ ชายหนุ่มผู้ตกเป็นหัวข้อสนทนาคงจะรู้สึกรำคาญใจยิ่งกว่านี้ แต่ในเมื่อมันมีประโยชน์ต่อแผนการของเขา ไลท์จึงปล่อยให้มันผ่านหูไปโดยไม่ใส่ใจอะไรมาก
"งั้นวันนี้ไม่ต้องกลับเข้ามาที่กองสืบสวนอีกก็ได้นะครับ...ยางามิคุง ไปเดทกับคุณมิสะตามสบายเถอะครับ ท่าทางจะอยากเจอตั้งแต่คุณมิสะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวานแล้ว ผมเข้าใจครับว่าคงอยากจะฉลองวันฮัลโลวีนด้วยกันตามประสาคู่รัก อ้อ...คนอื่น ๆ ก็ด้วยนะครับ ในเมื่อไม่ได้จำเป็นต้องมาค้างประจำการที่นี่แล้ว จัดการงานที่กรมเสร็จก็พักผ่อนอยู่กับครอบครัวสักคืนเถอะครับ"
หลังจากจับกุมฮิงุจิได้เมื่อสามวันก่อน ตำรวจในกองสืบสวนทุกคนก็เตรียมตัวได้เลื่อนตำแหน่งกันถ้วนหน้านอกเหนือจากการถูกบรรจุกลับเข้าไปประจำการในกรมตำรวจ โดยเฉพาะ ยางามิ โซอิจิโร่ ที่ดูเหมือนจะได้รับการวางตัวเป็นว่าที่รองผู้บัญชาการกรมตำรวจเรียบร้อยแล้ว ณ เวลานี้ ตำรวจทุกคนจึงต้องเทียวเข้าเทียวออกระหว่างกองสืบสวนและกรมตำรวจเพื่อจัดทำเอกสารรายงานให้เบื้องบนรับทราบ การอยู่ประจำการที่กองสืบสวนตลอดเวลาจึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถกระทำได้อีกต่อไป
"ยินดีด้วยนะ ไลท์คุง! เท่านี้ก็ไม่มีอุปสรรคขัดขวางความรักกับมิสะมิสะแล้วสินะครับ!!" มัตสึดะร้องขึ้นอย่างร่าเริงตามประสา
"..."
นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าขาวซีดไร้ความรู้สึกขณะที่เจ้าตัวยังคงตักเค้กเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ แล้วยกถ้วยชาขึ้นซดตามอย่างไม่มีท่าทีเดือดเนื้อร้อนใจ
=+=+=+=+=
"ต้องขออภัยด้วยนะขอรับที่ทำเรื่องเกินความจำเป็นลงไปโดยที่ไม่ได้ปรึกษาริวซากิก่อน" วาตาริกล่าวขอโทษเมื่อมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพัง
"ช่างเถอะครับ ยังไงเรื่องวันเกิดก็ไม่ได้เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของ ‘L' อยู่แล้ว เพียงแต่ผมไม่นึกว่าวาตาริจะบอกวันจริง ๆ ไปก็เท่านั้นเอง"
ชายชราเองก็เข้าใจเรื่องนั้นดี อันที่จริง แม้จะอยากจะกล่อมให้ไลท์ยอมตกลงตามคำขอในการฉลองวันเกิดให้กับริวซากิเพียงไหน ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องบอกวันเกิดที่แท้จริงออกไป
อาจเป็นเพราะเขาเพียงแต่อยากจะให้มีส่วนของความจริงยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนจอมปลอมที่ยังคงเป็นสายใยบาง ๆ เชื่อมโยงทั้งสองเอาไว้กระมัง
สายสัมพันธ์ในฐานะคู่ปรปักษ์ชั่วชีวิตที่เชื่อมโยง ‘คิระ' และ ‘L' เอาไว้นั้นมันแน่นแฟ้นขนาดที่ทั้งสองคงไม่อาจหาใครอีกแล้วในโลกมาแทนที่อีกฝ่ายได้
แม้ว่า ‘คิระ' จะไม่มีวันเป็น ‘เพื่อน' ของ ‘L' ได้ แต่ก็เป็นคนที่เข้าถึง ‘L' ได้มากที่สุดตั้งแต่เกิดมา
แม้จะไม่ต่างอะไรกับภาพมายาเพียงชั่ววูบก็ยังดี
อีกทั้งไม่ว่าจะมองในทางใด เวลาก็งวดน้อยลงทุกที
หากคดีนี้ปิดลงเพียงเท่านี้ ก็ถึงเวลาที่ ‘L' จะต้องระหกระเหินเดินทางไปสืบคดีอื่นต่อไป
หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า ยางามิ ไลท์ เป็นคิระตัวจริงตามข้อสันนิษฐานของริวซากิ ยางามิ ไลท์ ก็ไม่มีทางพ้นโทษและต้องเข้าสู่หลักประหาร
หรือแม้แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ พวกเขาถูก ยางามิ ไลท์ ฆ่า ก็ไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกต่อไป
จะเหลือเวลาที่ริวซากิจะใช้ร่วมกับคนผู้นั้นอีกเพียงเท่าใดเชียว ในเมื่อจังหวะเวลาประจวบเหมาะราวกับพระเจ้าประทานมาเช่นนี้ จะไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ออกจะกระไรอยู่
วาตาริถึงได้ตัดสินใจทำเช่นนั้น
"จริง ๆ อย่างวันเกิดของผมจริง ๆ น่ะ ผมฉลองกับวาตาริแค่สองคนเหมือนอย่างทุกปีที่ผ่านมาก็ดีแล้วแท้ ๆ" ริวซากิทำหน้าย่นพลางเอาส้อมจิ้มเค้กที่วางอยู่ตรงหน้าเข้าปากไปด้วย
เด็กหัวดื้อ ไม่ว่าเมื่อไรก็ยังคงเป็นเด็กหัวดื้ออยู่วันยังค่ำสินะ"
"อ๊ะ..." ริวซากิยกถ้วยชาขึ้นเหนือศีรษะ เทหยดหยาดสุดท้ายลงสู่ปากที่รองรับอยู่เบื้องล่าง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาที่วาตาริต้องออกปฏิบัติการ
"เดี๋ยวผมไปยกมาเติมให้ขอรับ"
มือเหี่ยวย่นอดไม่ได้ที่จะวางแปะลงบนศีรษะยุ่งเหยิงระหว่างการเดินทางไปหยิบกาน้ำชาที่วางอยู่บนรถเข็นที่ฟากหนึ่งของห้อง
ชาเอิร์ลเกรย์ที่ได้รับชงด้วยความพิถีพิถันจนมีความเข้มกำลังดีและอุณหภูมิพอเหมาะถูกรินใส่ถ้วยชาสีขาวที่มีลวดลายดอก Winchester Cathedral สลักนูนขึ้นมาจากพื้นผิว นิ้วเรียวยาวที่เตรียมพร้อมอยู่แล้วไม่รอช้า คว้าน้ำตาลก้อนสีขาวและน้ำตาลแดงที่วางคละกันอยู่ในชามลวดลายเดียวกันโยนลงไปในของเหลวสีเข้มลงไปราวแปดก้อน แล้วนมจากเหยือกเล็ก ๆ ก็ถูกเทตามลงไปอีกชนิดไม่ยั้งมือ สีน้ำตาลเข้มกลายเป็นสีน้ำตาลอ่อนในพริบตา
แม้จะมีคำกล่าวว่า การดื่มชาให้ได้รสชาติอย่างแท้จริงนั้นจะต้องไม่ใส่นมก็ตาม แต่ภาพของชายหนุ่มที่ปฏิบัติการข่มรสของน้ำชาด้วยน้ำตาลและนมเสียจนอาจเรียกได้ว่าแทบไม่เหลือความเป็นตัวตนของน้ำชาก็เป็นภาพที่เห็นจนชินตาเสียแล้ว
"ว่าแต่ในส่วนของของขวัญจากผม ริวซากิอยากจะทานเค้กอะไรล่ะขอรับ ปีนี้?"
"ขอเหมือนอย่างเคยทุกปีก็แล้วกันครับ...วาตาริ" เจ้าของวันเกิดตอบโดยไม่แม้แต่จะหยุดคิด
"เหมือนเดิมอีกแล้วหรือขอรับ? ไม่ลองเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดูบ้างหรือครับ? เค้กเลเยอร์สตรอเบอร์รี่นี่ไว้ผมทำให้ทานอีกเมื่อไหร่ก็ได้"
"ขอแบบเดิมล่ะครับ แบบนั้นล่ะดีแล้ว"
นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง ‘L' อย่างเป็นทางการ วนมาครบรอบวันคล้ายวันเกิดครั้งใด ริวซากิก็จะขอให้เขาทำเค้กเดียวกันให้ทุกครั้ง
เพราะไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าปีหน้าหรือปีต่อ ๆ ไปนั้น จะยังมีโอกาสได้ฉลองวันเกิดด้วยเค้กชนิดนี้อีกหรือไม่อย่างนั้นหรือ?
"ว่าแต่เรื่องจะแย่งกันทานเค้กของผมนี่ไม่ไหวเลยนะครับ มัตสึดะซังก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะรายนั้นก็ทำตัวเหมือนเด็กเป็นปกติวิสัยอยู่แล้ว แต่ยางามิซังก็ยังพลอยเป็นไปด้วย..." ริวซากิทำปากยื่นอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ที่เค้กวันเกิดถูกจ้องจะโดนเหล่าตำรวจผู้ทำตัวไม่สมวัยรุมแย่งชิง
"คนเป็นพ่อ โดยธรรมชาติแล้วใคร ๆ ก็อยากลองทานอาหารฝีมือลูกตัวเองทั้งนั้นล่ะขอรับ กรณียางามิซังคงไม่ค่อยได้กลับบ้านเจอลูกสาวเท่าไหร่ ความหวังเรื่องนั้นจึงมาตกอยู่ที่ลูกชายแทนกระมังขอรับ"
นักสืบหนุ่มคาบนิ้วโป้งเอาไว้ระหว่างแนวฟัน ช้อนสายตาขึ้นมองชายชราผู้กำลังรินชาเอิร์ลเกรย์ให้ตนอยู่ด้วยสีหน้าฉงนฉงายเหมือนเด็กวัยกำลังอยากรู้อยากเห็น พลางเอ่ยถาม "แล้ววาตาริเคยรู้สึกอยากทานของที่ผมทำบ้างมั้ยครับ?"
ชายชรายกกาน้ำชาขึ้นมาวางไว้ในอุ้งมือที่ตั้งรองโอบอุ้มเอาไว้ ริมฝีปากเผยรอยยิ้มปราณี "นั่นสินะขอรับ..."
"สุขสันต์วันเกิด...แวมมี่"
ยามได้เห็นแววตาอยากรู้อยากเห็นส่องเป็นประกายมาจากเด็กผมดำยุ่งเหยิงตัวจ้อยที่ยกจานเค้กที่แม้จะดูไม่เป็นรูปเป็นร่างนักแต่ก็ยังคงมองออกว่าเป็นอะไรมาวางบนโต๊ะ คนรับก็รู้แจ้งเห็นจริงถึงเป้าหมายที่แท้จริงได้อย่างไม่ยากเย็น
อา...ผมตกเป็นเหยื่อทดลองเข้าให้แล้วสินะ
ชายชราไม่แปลกใจเลยที่ ‘L' จะทำการทดลองแม้กระทั่งกับเค้กที่ทำมาให้เป็นของขวัญวันเกิดของตน นั่นก็เพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นช่างคิดช่างค้นเป็นสิ่งที่ Wammy's House ปลูกฝังให้กับเด็กทุกคน แม้ว่าจะมีเด็กบางคนอย่างเช่น 'B' ที่ออกจะสนุกสนานกับการทดลองจนผิดมนุษย์มนาไปบ้างในบางครั้ง
ซึ่งอันที่จริง ความอยากรู้อยากเห็นของ ‘L' นั้นก็ออกจะพิเศษกว่าเด็กทั่วไปตั้งแต่แรกอยู่แล้วโดยไม่ต้องอาศัยการศึกษาที่บ้านแวมมี่ ยิ่งสบโอกาสได้มาสัมผัสกับอุปกรณ์พรั่งพร้อมที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ คงจะยิ่งช่วยส่งเสริมให้เด็กน้อยได้ทำอย่างที่ใจอยากมากขึ้นไปอีก
ชายชราอดนึกเห็นใจเหล่าแม่บ้านและพี่เลี้ยงประจำสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าไม่ได้ที่ป่านนี้คงต้องเช็ดล้างทำความสะอาดครัวกันจ้าละหวั่น
แวมมี่เบนความสนใจของตนกลับมายังเค้กที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
แม้รูปร่างของเค้กตรงหน้าจะไม่น่าดู แต่เขาก็ไม่อิดออดที่จะตักมันเข้าปากชิม
และแม้ว่าเค้กช็อคโกแลตชิ้นนี้จะมีทั้งส่วนที่ไหม้และส่วนที่อบไม่สุก อีกทั้งยังมีรสชาติแปลกประหลาดเกินกว่าที่จะพูดออกมาได้เต็มปากว่านั่นคือเค้กอย่างแท้จริง เขาก็ยังสามารถกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มจากใจจริงว่า "เยี่ยมมากครับ ขอบคุณมากจริง ๆ"
ด้วยคำพูดนั้น ใบหน้าของเด็กน้อยก็ดูจะเปล่งประกายสดใสขึ้นทันที
"งั้นผมลองมั่ง..." แล้วนิ้วเล็ก ๆ ก็เอื้อมจะตวัดครีมและเนื้อเค้กเละ ๆ เข้าปากเสียทั้งอย่างนั้น หากแต่จานเค้กก็ถูกชายชราชิงยกหนีไปเสียก่อน
"ไม่ได้นะครับ ให้ผมแล้วจะมาชิมเองแบบนี้ได้ยังไงล่ะครับ? เอาไว้ผมจะทำเค้กตอบแทนให้ทีหลังก็แล้วกัน"
เหยื่อล่อในคราวนี้เห็นทีจะไม่ได้ผลนัก ความดื้อดึงยังคงส่องประกายให้เห็นอยู่ในนัยน์ตาดำสนิทจนวาตารินึกสนุกอยากทดสอบความสามารถของเด็กน้อยขึ้นมา
เขาเอาเค้กชิ้นนั้นไปซ่อนในที่ที่ยากจะหาพบ ทว่าริวซากิก็สืบหามันจนพบในเวลาไม่นาน และดูเหมือนว่าเด็กชายจะถึงกับช็อคไปเมื่อได้รับรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเค้กที่ตนทำนั้นรสชาติเหลือจะรับ
นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน ตอนที่ชายหนุ่มยังมีอายุได้เพียงสิบปี ผ่านไปสองปีนับจากการพบกันเป็นครั้งแรกระหว่างเขากับริวซากิ
การทดลองครั้งนั้นเป็นการทดลองที่ล้มเหลวซึ่ง ‘L' คงไม่อยากจะจดจำเอาไว้ในฐานข้อมูลอันสลับซับซ้อนราวกับรวงผึ้ง สมองจึงได้สั่งการให้ลบความทรงจำส่วนเกินที่ไร้ความจำเป็นนั้นทิ้งไปเสีย
"ว่าแต่วาตาริอยากจะลองชิมเค้กของยางามิคุงดูบ้างมั้ยครับ?"
"จะดีหรือขอรับ?"
"ถ้าเป็นวาตาริล่ะก็ ผมอนุญาตครับ" ไม่พูดเปล่า L ตัดเค้กออกมาส่วนหนึ่งแล้วยกส้อมขึ้นไปจ่อปากของชายชราซึ่งเปิดออกรับ
ยามที่รสชาติของเค้กซึมซาบเข้าสู่ลิ้น ชายชราก็ต้องเลิกคิ้วขึ้นขึ้นน้อย ๆ นัยน์ตาที่เหี่ยวย่นจนเหมือนปิดสนิทอยู่ตลอดเวลานั้นเผยอออกมาด้วยความประหลาดใจ "นี่มัน...?"
"ยอดเยี่ยมไปเลยใช่มั้ยล่ะครับ?" มุมปากของนักสืบหนุ่มยกขึ้นน้อย ๆ
"ขอรับ แม้แต่ผมก็คงทำไม่ได้" ชายชราพยักหน้าตอบรับอย่างปราณี
ไม่อาจมีคนผู้ใดทำเค้กก้อนนี้แล้วทำให้ริวซากิยินดีได้เท่านี้อีกแล้ว แม้แต่ตัวเขาเอง
=+=+=+=+=
เสียงประตูอัตโนมัติของห้องสืบสวนเปิดดัง ‘หวือ' ทำลายความเงียบ เรียกให้ผู้ครอบครองห้องอยู่เพียงลำพังหันไปมองอย่างสนใจ
"ยางามิคุง?" ริวซากิทักขึ้นอย่างประหลาดใจ
"..."
"ไม่ได้ไปเดทกับคุณมิสะหรอกหรือครับ?"
"ฉันไม่ไร้ความรับผิดชอบขนาดจะทิ้งงานไปเดททั้งวันหรอกนะ...ริวซากิ" ชายหนุ่มกล่าวขึ้นเรียบ ๆ
"เห...ไม่ใช่ว่าตั้งใจจะกลับมาจับตาดูความเคลื่อนไหวว่าผมจะหาเรื่องเล่นงานอะไรยางามิคุงอีกบ้าง หรือว่ากลับมาค้นหาจุดอ่อนว่าจะกำจัดผมได้ยังไงหรอกหรือครับ?" นักสืบหนุ่มเหลือบตามองอดีตผู้ต้องสงสัยที่อย่างไรก็ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาของเขาวันยังค่ำ
"ถ้านายจะคิดอย่างนั้น มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ...ริวซากิ" ไลท์แสร้งทำเป็นถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน "ในเมื่อนายตั้งใจมั่นจะมองฉันในแง่นั้น ฉันพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์อยู่แล้วนี่"
แม้จะบอกว่าแสร้งทำเป็นเหนื่อยใจก็ตาม แต่อันที่จริงแล้วความรำคาญใจก็เป็นของจริงไปเสียกว่าครึ่ง เมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ แม่คุณมิสะเรียกเขาออกไป บอกว่ามีธุระสำคัญ เขาก็นึกว่าหล่อนไปขุดเดธโน้ตของเขาขึ้นมาและแลกเปลี่ยนนัยน์ตายมทูตกับรุคตามแผนที่วางไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ถึงได้ออกไปเจอ ที่ไหนได้ หล่อนเกิดคึกอยากจะฉลองวันฮัลโลวีนกับเขาเพราะเป็นวันที่คู่รักฉลองกันเป็นธรรมเนียมปกติอยู่แล้ว
เขาถึงได้หัวเสียกลับมาอยู่นี่ยังไง
"นั่นสินะครับ...สำหรับ 'คดีคิระ' มันช่วยไม่ได้ แต่สำหรับเรื่องเค้ก ผมต้องขอโทษด้วยนะครับที่พูดอย่างนั้นออกไป"
ไลท์นึกย้อนไปถึงคำพูดประชดประชันของริวซากิตั้งแต่ตอนที่เอาเค้กวันเกิดไปมอบให้เป็นครั้งแรก
คงจะหมายถึงตอนนั้นสินะ...?
คำขอโทษลอย ๆ ตามมารยาทที่ออกมาจากปากของนักสืบหนุ่มหลายต่อหลายครั้งระหว่างยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยนั้นหาความเชื่อถือไม่ได้เสียเลยก็จริง แต่ครั้งนี้น้ำเสียงฟังดูจะผิดจากครั้งก่อน ๆ
ได้ฟังคำขอโทษอย่างจริงใจแล้ว ไลท์ก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย
หากว่าสายตาจะไม่ปะเข้ากับสิ่งที่ทำให้ไม่สบอารมณ์เข้าอีกรอบ
"นี่ ริวซากิ..."
"ครับ?" ศีรษะยุ่งเหยิงหันมองไปตามเสียงเรียก ปากตอบรับทั้งที่ส้อมยังคาอยู่ในปาก
"นายกินเค้กไปด้วยแล้วดื่มชาหวานขนาดนั้นไปด้วยน่ะ รสชาติของเค้กไม่เสียหมดรึ?" ชายหนุ่มผู้ถูกยัดเยียดบทบาทประจักษ์พยานจำเป็นของพฤติกรรมโดยไม่สมัครใจเอ่ยถามขึ้นอย่างอดรนทนไม่ไหว น้ำตาลก้อนหนึ่งกำมือเล็ก ๆ ที่ถูกโยนลงไปในน้ำชาทิ่มแทงนัยน์ตาเหลือกำลัง
"เค้กกับชาก็เป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่ครับ" ผู้ถูกกล่าวหาเถียงโดยพลัน ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจแต่อย่างใดที่ถูกจี้ถาม
"ชาน่ะใช่อยู่หรอก แต่น้ำตาลใส่ชาน่ะไม่ใช่ แถมยังกินเค้กคำน้ำคำอย่างกับเด็กแน่ะ นายน่ะ"
"หมู่นี้ยางามิคุงจู้จี้จุกจิกกับผมจังเลยนะครับ ปกติก็ไม่เห็นเคยจะมายุ่งวุ่นวายกับผมอะไรเรื่องนี้เลยแท้ ๆ" ริวซากิทำปากยื่นแล้วปล่อยลมหายใจออกมาจนปอยผมที่ระหน้าผากปลิวไปตามแรงลม
"ฉันก็ไม่ได้อยากจะยุ่งนักหรอกนะ ถ้าเกิดว่านั่นมันไม่ใช่เค้กที่ *ฉัน* ทำน่ะ" นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังสิ่งที่อ้างถึงประกอบคำพูดไปด้วย
"อ้อ...อย่างนี้นี่เอง" นักสืบหนุ่มเคาะส้อมกับปากพลางเหล่มองผู้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ
"ไหน ๆ ฉันก็อุตส่าห์ *สละ* เวลาทำขึ้นมาเชียวนะ ช่วยกินมันอย่างให้เกียรติกันหน่อยเถอะ"
"คร้าบ~ เข้าใจแล้วคร้าบ~ ท่านผู้ทรงเกียรติ~" พอตอบเสียงยานคางชวนให้ความหงุดหงิดแล่นริ้วขึ้นอีกรอบ ริวซากิก็หมุนตัวหันหลังใส่เขาราวกับคนขี้งอนเหมือนเด็ก ๆ จากนั้นก็ตักเค้กกินคำแล้วคำเล่าโดยไม่แตะต้องน้ำชาบนโต๊ะอีกเลย
"นี่..."
"อะไรอีกล่ะครับ?"
"เมื่อตอนกลางวัน ฉันเห็นนายไม่ยอมให้พ่อฉันกับคุณมัตสึดะกินเค้กที่ฉันทำ"
"ครับ แล้ว...?"
"แต่ฉันคงอาศัยสิทธิในฐานะคนทำกินมันได้สินะ?"
"ไม่ได้ครับ" เสียงแหบเปล่งตอบโดยเจ้าตัวไม่หันกลับมามองหน้า
คำร้องถูกผู้พิพากษาปัดตกไปโดยพลัน
"คนทำจะไม่มีสิทธิชิมเค้กที่ตัวเองทำเลยเชียวรึ!?" คำอุทธรณ์ถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
ริวซากิหันขวับกลับมาแย้งทันที "ไม่มีครับ ถ้ายางามิคุงจะกรุณาจำได้ ผมเพิ่งบอกไปเมื่อสักครู่นี้เองว่ากรรมสิทธิเหนือเค้กก้อนนี้ตกเป็นของผมแล้ว ผมก็ *ให้เกียรติ* ยางามิคุงตามที่พึงกระทำได้แล้ว ยังจะเรียกร้องอะไรไปมากกว่านั้นอีกหรือครับ?"
ว่าแล้วนักสืบหนุ่มก็หยิบสตรอเบอร์รี่ที่เหลือเอาไว้เข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ จนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือหรอ ราวกับเป็นการสำทับ
"นายนี่มัน..."
"อยากชิมหรือครับ?"
"..."
"อยากชิมขนาดนั้นเลยหรือครับ?"
รู้สึกเหมือนกลายเป็นเด็กที่กำลังถูกซักไซ้ไล่เลียงให้ตอบออกมาอย่างอีกฝ่ายต้องการยังไงยังงั้น
ริวซากิเงยหน้าขึ้นเป็นมุมเฉียงไปทางซ้าย แล้วปรายหางตามองอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ทางขวาของเก้าอี้โซฟาอย่างจงใจ "ว่ายังไงล่ะครับ...ยางามิคุง? อ๊ะ แต่ถ้าไม่อยากตอบก็แล้วไปนะครับ จริง ๆ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับ..."
"เออ...ก็อยากน่ะสิ!"
เสร็จมันจนได้สิน่ะ
"หรือครับ? ถ้าอยากชิมขนาดนั้น..." รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยียวนผุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนกว่าวัยที่ยั่วเย้าจนอีกฝ่ายตอบออกมาดั่งใจจนได้ "...ก็ช่วยไม่ได้นะครับ"
จู่ ๆ ร่างที่นั่งยอง ๆ หลังโกงอยู่บนเก้าอี้โซฟาเก็งยหน้าขึ้นมาประทับริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของเขา
หวาน...
รสหวานของสตรอเบอร์รี่สดที่ส่งผ่านความนุ่มร้อนของลิ้นและริมฝีปากกระจายไปทั่วปากของเขา แล้วยังมีรสของน้ำชาที่ใส่น้ำตาลเข้าไปเสียจนหวานกลายเป็นน้ำเชื่อม แต่ทำไมในความหวานนั้น ถึงได้รู้สึกรสของอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกแหลมโดดออกมาด้วยล่ะ?
ทว่า ริมฝีปากนุ่มนั้นก็ผละออกไปเสียก่อน
"อยากจะชิมมากกว่านี้อีกมั้ยล่ะครับ?"
หนอย...เจ้าหมอนี่...
"คิดจะเบี่ยงเบนความสนใจฉันด้วยวิธีนี้งั้นรึ?" นัยน์ตาสีน้ำตาลหรี่มองอย่างรู้ทัน
"แล้วยางามิคุงจะยอมให้ผมเบี่ยงเบนความสนใจมั้ยล่ะครับ?" เสียงแผ่ว ๆ ที่กระซิบอยู่ริมหูกับไออุ่นของร่างที่เขยิบเข้ามาใกล้ทำเอาร่างของคนถูกกระซิบร้อนผ่าวขึ้นมาเสียเฉย ๆ จนโทสะกลั่นกลายเป็นไอไปพร้อม ๆ กันนั้นเอง
จริงสิ นานแล้วที่ไม่ได้สัมผัสร่างเพรียวของคนตรงหน้า ตั้งแต่ตอนที่มิสะไปอัดเสียงของฮิงุจิที่สารภาพโพล่งออกมาเองว่าตัวเองคือคิระแล้วกระมัง หลังจากนั้นทั้งเขา ริวซากิ และตำรวจคนอื่น ๆ ในกองสืบสวนต่างก็หัวหมุนกับการวางแผนจับกุมฮิงุจิให้ได้คาหนังคาเขากันมาตลอด ด้วยความที่ต้องพูดคุยปรึกษาหารือกันในหมู่สมาชิกของกองสืบสวนแทบจะตลอดเวลาทำให้โอกาสที่จะอยู่เพียงลำพังสองคนลดน้อยลงมาก เวลาที่จะได้อยู่กันตามลำพังจริง ๆ ก็เป็นเวลาที่ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งอยู่ในสภาพอ่อนล้าชนิดหลับลึกไปในทันใดที่ศีรษะสัมผัสกับหมอนนุ่มใบใหญ่หรือพนักเก้าอี้หรือแม้แต่หัวเข่า(ในกรณีของริวซากิ)
แม้ว่าความสัมพันธ์ลึกซึ้งของทั้งคู่จะเริ่มขึ้นในช่วงที่ไลท์สูญเสียความทรงจำ แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกตราตรึงนั้นยังคงหลงเหลือมาจนกระทั่งบัดนี้ที่ความทรงจำในฐานะคิระของเขากลับคืนมาแล้ว
เพราะเหตุนั้น ร่างกายถึงได้โหยหาจนรู้สึกรุ่มร้อนขึ้นมากับสัมผัสเพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ?
เสียงกระซิบเรียกชื่อเขาเบา ๆ ลอดเข้ามาในหู ริมฝีปากและฟันงับใบหูเขาเล่นเบา ๆ เหมือนแมวกำลังอ้อน เป็นนัยบ่งบอกความอดทนรอที่ค่อย ๆ หมดไปของคนที่อยู่ตรงหน้า และในขณะเดียวกันมันก็ค่อย ๆ ลดทอนความอดทนของเขาไปด้วยเช่นกัน
เรื่องนี้...ฝากเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน
ไลท์ระลึกย้ำกับตัวเองไว้เช่นนั้นในใจก่อนจะโน้มร่างของอีกฝ่ายลงกับเก้าอี้โซฟา ริมฝีปากทาบทับบดเบียดลงกับริมฝีปากของอีกฝ่าย มือทั้งคู่ของริวซากิเอื้อมขึ้นมาเกาะเกี่ยวหลังลำคอของเขาเอาไว้เป็นการตอบรับ แล้วร่างของทั้งสองก็ทวีความแนบแน่นของสัมผัส ลึกล้ำขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนั้นตลอดค่ำคืนวันฮัลโลวีน
ทว่ากลิ่นไอในวันเกิดของริวซากิก็เป็นเพียงความฝันชั่ววูบที่ถูกหลงลืมไปจนหมดสิ้นหลังผ่านพ้นคืนนั้น บรรยากาศตึงเครียดกลับมาแผ่ปกคลุมกองสืบสวนอีกคราวเมื่ออาชญากรเริ่มล้มตายด้วยฝีมือของใครสักคนที่ถือครองเดธโน้ตอีกเล่มเอาไว้ โอกาสให้ไลท์หยิบยกเรื่องนั้นขึ้นมามิอาจหวนกลับคืนมาอีกครั้งสมดังตั้งใจ
=+=+=+=+=
ในที่สุดวันที่รอคอยมาแสนนานก็มาถึงจนได้
ช่วงเวลาเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา จะว่าแสนสั้นก็แสนสั้น จะว่ายาวนานแสนยาวนานกว่าที่คิด
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2004 เป็นวันที่เขาไม่มีทางลืมชั่วชีวิต
วันที่ร่างของ ‘L' แน่นิ่งไปในอ้อมกอดของเขา
วันที่นัยน์ตาที่ดำสนิทราวกับจะดูดกลืนทุกสิ่งของ ‘L' ดูราวกับจะมีแววตาขึ้นมาเป็นครั้งแรก แม้ว่ามันจะเป็นประกายแห่งความรู้แจ้งที่สายเกินไปเสียแล้ว
ไม่สิ...‘L' รู้มาตลอดว่าเขาคือ ‘คิระ' และไม่เคยละลดความพยายามในการจับกุมเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...
เขามองไปรอบกองสืบสวนที่ว่างเปล่าแล้วหลับตาลง ราวกับกำลังสูดเอากลิ่นไอแห่งชัยชนะอันหอมหวาน
ชนะแล้ว ฉันเป็นฝ่ายชนะแล้ว ได้ยินมั้ย...ริวซากิ?
ในใจพร่ำเรียกชื่อของคู่ปรปักษ์ราวกับจะเรียกแม้กระทั่งวิญญาณของอีกฝ่ายออกมารับรู้ความปราชัยและศิโรราบต่อหน้าเขา
ทว่า ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาเลยแม้แต่น้อย
ทุกอย่างเงียบงัน หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
=+=+=+=+=
หลังผ่านวันแห่งชัยชนะมาได้สิบวัน สมาชิกในกองสืบสวนต่างพากันเห็นพ้องต้องกันว่าให้เขารับสืบทอดบทบาทของ ‘L' ต่อไปตามความคาดหมายอย่างง่ายดายเสียจนน่าเบื่อหน่าย ด้วยสิทธิที่ได้รับมาอย่างชอบธรรม ไลท์จึงเริ่มเจาะฐานข้อมูลทั้งหมดของกองบัญการสืบสวนของนักสืบอันดับหนึ่งของโลกและสำรวจทุกตารางนิ้วของอาคารแห่งนี้ แม้วาตาริจะลบข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ออกไปจนหมดสิ้นและมีความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดที่ข้อมูลสำคัญจะถูกปล่อยให้เล็ดรอดอยู่ในรูปของเอกสารหรือสื่อบันทึกข้อมูลอื่น ๆ นอกเหนือจากเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับคดีคิระเท่าที่พวกเขาเคยได้รับเพื่อใช้สืบสวนคดีก็ตาม แต่การตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะไม่มีสิ่งสำคัญใดหลุดรอดสายตาของเขาไปก็ย่อมไม่เสียหายแต่ประการใด
ระหว่างที่ทุ่มเทเวลาในการสำรวจห้องที่มีอยู่มากมายในอาคารแห่งนี้ไปทีละห้อง ๆ เขาก็พบเข้ากับห้อง ๆ หนึ่งที่ตั้งอยู่ริมสุดของชั้นที่ 15 สิ่งที่พิเศษผิดจากห้องอื่น ๆ ก็คือ นอกจากระบบล็อคปกติที่เขาสามารถปลดได้เรียบร้อยแล้วจากการเจาะฐานข้อมูลในภาพรวม ห้องนี้ยังมีระบบล็อคอีกชั้นหนึ่งที่ต้องหาวิธีเจาะเข้าไปเป็นพิเศษโดยเฉพาะ แน่นอนว่ามันก็ไม่ได้ยากเย็นเกินอัจฉริยภาพของเขาแม้จะใช้เวลาอยู่นานหลายชั่วโมงก็ตามที
ไม่เพียงแค่มีระบบป้องกันถึงสองชั้นเท่านั้น แต่ห้องนี้ยังมีการตกแต่งแตกต่างไปจากห้องอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ห้องอื่นจะมีการตกแต่งสไตล์ตะวันตกสมัยใหม่ทั่วไป ห้องนี้กลับมีการตกแต่งสไตล์ยุโรปอย่างหรูหรา ไม่ว่าจะเป็นกระดาษบุผนัง เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนต่าง ๆ ไปจนกระทั่งนาฬิกาเจ้าคุณปู่หลังโต แม้ว่าจะให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนกับบ้าน เหมาะแก่การพักผ่อน หากก็ยังสามารถมองเห็นเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และอุปกรณ์ล้ำสมัยต่าง ๆ ตลอดจนหน้าจอมอนิเตอร์ที่ติดอยู่เรียงราย ณ ผนังด้านหนึ่งของห้อง บ่งบอกลักษณะการใช้ชีวิตของเจ้าของห้องนี้อย่างชัดเจนว่าทุกอย่างจะยังคงอยู่ในสายตาแม้ในยามพักผ่อน
หลังจากความจริงได้รับการเปิดเผย ก็คาดเดาได้อย่างไม่ยากเย็นว่าเจ้าของห้องนี้เป็นใคร
ควิลลิช แวมมี่ นักประดิษฐ์คิดค้นผู้ใจบุญที่สร้างบ้านเด็กกำพร้าไปทั่วโลก
แม้จะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ แต่ก็ออกจะน่าเสียดายไม่น้อยที่ต้องสังหารมนุษย์ผู้หนึ่งที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเช่นนั้น
จากข้อมูลที่ได้รับ มีบ้านเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองวินเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ฟังแล้วก็ให้น่าคิดว่าริวซากิเติบโตมาจากที่นั่นหรือเปล่า อีกทั้งเขายังอดรู้สึกสะกิดใจกับคำพูดของริวซากิที่ว่า ‘L' ไม่ใช่ริวซากิเพียงคนเดียว หากริวซากิตายไป ก็จะยังมี ‘L' คนอื่น ๆ รอมารับช่วงต่ออยู่อีกมากมาย
แม้จะตายไปแล้ว ใบหน้าของหมอนั่น คำพูดของหมอนั่น ก็ยังตามมาหลอกหลอนอีกรึนี่?
แต่การที่หมอนั่นในฐานะผู้แพ้วนเวียนเข้ามาในความคิดของเราซึ่งเป็นผู้ชนะก็ใช่ว่าจะไม่น่าอภิรมย์ถึงปานนั้นหรอกนะ...
เสียงนาฬิกาเจ้าคุณปู่ดังกังวานขึ้นห้าครั้ง เป็นสัญญาณบอกเวลาห้าโมงเย็น ไลท์หันไปมองท้องฟ้าที่มีแสงอาทิตย์อัสดงเตรียมโรยแสงอาบไล้อยู่เพียงน้อยนิด
จริงสิ ท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงมืดเร็วกว่าปกติ ไม่ใช่เวลาจะมัวมายืนเหม่ออยู่ รีบจัดการสำรวจห้องนี้ให้เสร็จแล้ววันนี้พอเท่านี้ท่าจะดี
จังหวะที่หันไปมองหน้าต่างนั้นเอง เขาได้เห็นตู้เย็นหลังใหญ่วางอยู่ในบริเวณนั้น และก็ในเวลานั้นเองที่ตระหนักว่าคอของตัวเองแห้งผากเพราะขาดน้ำมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยมุ่งมั่นอยู่กับการสำรวจห้องในอาคารแห่งนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เขาตัดสินไปเปิดตู้เย็นชั้นล่างดู แล้วสายตาก็ปะเข้ากับขนมหลากสีสัน หลากรส ตั้งแต่ช็อคโกแลต เค้ก และขนมนมเนยอีกหลากชนิด รู้ได้โดยไม่ยากเย็นว่านี่คือตู้เสบียงของริวซากิ
ด้านข้างตู้เย็นมีอ่างล้างจานตั้งอยู่ มองเห็นได้ว่ามีเครื่องกลั่นน้ำติดตั้งอยู่ที่นั่น ไลท์ถือวิสาสะหยิบแก้วที่ปราศจากเจ้าของแล้วในเวลานี้รองน้ำออกมาดื่ม แต่อุณหภูมิของน้ำเรียกว่าออกจะสูงเกินไปสักหน่อยกับความต้องการในเวลานี้
แน่นอนว่าการดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องส่งผลดีต่อร่างกายมากที่สุด แต่ในเวลาที่หิวกระหายน้ำ ก็อยากจะได้น้ำเย็น ๆ ชื่นใจไหลผ่านลงคอเสียหน่อย
ตัดสินใจได้ดังนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็เปิดช่องแข็งของตู้เย็นออกมา หยิบน้ำแข็งสามถึงสี่ก้อนโยนลงไปในแก้ว รอให้สสารทำความเย็นละลายและช่วยลดอุณหภูมิของน้ำ
ทว่าในจังหวะที่กำลังจะปิดฝาช่องแข็งของตู้เย็นนั้นเอง นัยน์ตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นถาดที่มีฝาครอบปิดอยู่ ถาดเงินและฝาครอบเข้าชุดกันแลดูคุ้นตานั้นทำให้ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมาในมุมหนึ่งของสมอง แล้วมือของเขาก็เอื้อมไปหยิบมันออกมาโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่เร้นกายอยู่เบื้องหลังฝาครอบและปรากฎให้เห็นอยู่ตรงหน้าในเวลานี้ก็ทำให้เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
เค้กที่สอดส่ายสายตามองหามาอยู่ที่นี่เอง ปกติแล้ววาตาริจะเสิร์ฟเค้กที่ตัดเป็นชิ้นอย่างสวยงามแล้วเท่านั้น และทุกครั้งที่จานเค้กถูกวางบนโต๊ะ ริวซากิก็รีบหันหลังจัดการสวาปามมันหมดอย่างรวดเร็วราวกับพายุเหมือนกับกลัวใครจะแย่ง จึงไม่มีโอกาสให้เขาแม้แต่จะเอ่ยปากพูดอะไรออกมาได้อีก และตัวเขาเองก็มัวแต่ยุ่งกับการวางแผนหาวิธีกำจัดนักสืบหนุ่มอย่างแยบยลจนไม่มีเวลาใส่ใจกับเรื่องไร้สาระให้รกสมอง
แต่เมื่อเรื่องค้างคาใจมาปรากฎตัวให้เห็นชัดเด่นหราอย่างนี้ มันก็ให้อดรู้สึกใคร่รู้ขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้
นัยน์ตาคมจับจ้องไปยังสตรอเบอร์รี่ชอร์ตเค้กที่เหลืออยู่ราวเกือบครึ่งก้อนได้อย่างชั่งใจ
การกินเค้กที่ค้างมานานถึงสองอาทิตย์ แม้จะถูกเก็บเอาไว้ในช่องแข็งเป็นการยืดอายุก็ตามที ออกจะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพกระเพาะและลำไส้ของเขาไม่น้อย หากว่าความสงสัยใคร่รู้ที่เก็บซ่อนไว้ในใจในช่วงสี่ถึงห้าวันที่ผ่านมาก็มีชัยเหนือสมองส่วนที่คัดค้านเสียงแข็งอยู่ จะปล่อยให้เค้กที่เขาเสียเวลาทำอยู่ถึงขนาดนั้นมาเสียเปล่าโดยที่เขาทำยังไม่เคยแม้แต่จะได้ลิ้มลองมันก็ออกจะน่าเสียดายเกินไป
อีกอย่าง ในเมื่อเอาชนะ ‘L' ได้แล้ว จะขอลิ้มรสความสำเร็จอีกอย่างเสียหน่อยเป็นไร?
ไลท์หยิบส้อมคันเล็กในถาดเครื่องเงินที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้น แล้วปักมันลงไปในเค้กที่เนื้อแข็งตัวแล้วราวกับจะต่อต้านการกระทำของเขาอยู่ ขืนหักตัดมันเข้าปาก
ยามที่รสชาติของมันซึมซาบเข้าสู่ลิ้น ชายหนุ่มก็ต้องเบิ่งตากว้าง
ส่วนรับรสที่ควรจะทำงานตามหน้าที่ของมันกลับไม่ทำงาน ในทางตรงกันข้าม ส่วนรับรสที่ไม่ควรจะทำงานในเวลานี้กลับเข้ามาสวมบทบาทแทน
แล้วในยามที่ร่างสูงได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่เหนือความคาดหมาย ส้อมเงินก็ร่วงผล็อยหลุดออกจากมือ หล่นกระทบพื้นพรมอย่างเดียวดาย
"ไลท์~ มาอยู่ตรงนี้เอง มิสะตามหาแทบแย่แน่ะ" หญิงสาวโผเข้าโอบชายหนุ่มผู้ยืนนิ่งจากด้านหลัง ก่อนจะยื่นหน้าออกมาด้านข้างแล้วร้องขึ้น "ว้าว! เค้กหน้าตาสวยจังเลย น่าอร่อยจัง อ๊ะ! ไม่ได้สิ มิสะกำลังไดเอ็ตอยู่นะ อ๊ะ! แต่ก็ไดเอ็ตได้ผลสำเร็จเยอะแล้ว ขอให้รางวัลตัวเองซักนิดคงไม่เป็นไรมั้งน้า~ ฮุ ๆ"
มิสะเอามือปิดปากหัวเราะคิกคักก่อนจะฉวยคว้าเอาส้อมในบริเวณนั้นมาป้อนเข้าปากตนเองอีกคน
"หวาย...อะไรเนี่ย!? เค็มปี๋เลย รสชาติแย่ยิ่งกว่าแอปเปิ้ลทรายของยมโลกเสียอีก" ดาราสาวแลบลิ้นออกมาด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างเล็กผงะออกมาราวกับจะถอยห่างออกจากของเน่าเสียอันน่ารังเกียจ
ทว่า ความวุ่นวายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบกายไม่ได้เข้าสู่ห้วงการรับรู้ของชายหนุ่มเลยสักนิด
งี่เง่า...นี่มันงี่เง่าชัด ๆ!!
"เจ้าบ้าเอ๊ย!!"
กำปั้นถูกวาดไปปะทะฝาผนังอย่างแรงจนหญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หล่อนเหลือบมองชายผู้เป็นที่รักอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พลางพึมพำเรียก "ละ...ไลท์?"
หากกลับไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา
"อย่าโมโหขนาดนั้นเลยนะจ๊ะ ถ้าเค้กมันไม่อร่อยแถมใครเล่นเพี้ยนเอาไปเก็บไว้ในช่องแข็งอีก ก็อย่าไปทานมันเลย เดี๋ยวท้องจะเสียเปล่า ๆ ถ้าไลท์อยากทาน ไว้มิสะจะอบให้ใหม่นะ"
มือที่ยื่นออกไปหมายจะปลอบประโลมให้อีกฝ่ายสงบลงจำต้องชะงักอยู่ระหว่างทางเพียงเท่านั้นเมื่อได้เห็นสิ่งที่อาบไล้อยู่บนใบหน้าหล่อเหลา
หากใบหน้านั้นบิดเบี้ยวด้วยความโกรธขึ้ง ก็เป็นอะไรที่คุ้นเคยเสียแล้ว
ทว่าในครานี้ มันเป็นอารมณ์ที่หล่อนไม่เคยเห็นจากไลท์มาก่อน และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หล่อนได้แต่สงบปาก ไม่พูดอะไรออกมาอีก
เมื่อเห็นว่าหล่อนเหมือนไม่มีตัวตนอยู่ในห้อง จึงเดินออกไปข้างนอกเงียบ ๆ และปล่อยให้ชายหนุ่มอยู่ตามลำพัง
มือที่กดทับกำแพงอยู่ยังคงกำแน่นและไม่มีทีท่าว่าจะคลายตัวลงแม้แต่น้อย
นั่นเป็นความผิดพลาดง่าย ๆ ที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับคนอย่างเขาได้
แต่สิ่งที่ติดค้างในใจของเขายิ่งกว่าไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น
ริวซากิที่ชื่นชอบของหวานราวกับเป็นตัวกินน้ำตาลนั้นต้องใช้ความพยายามขนาดไหนกันนะถึงจะกินเค้กสามปอนด์เค็มเกลือหมดไปถึงครึ่งก้อนในเวลาไม่ถึงอาทิตย์...?
ที่เอาเค้กมาเก็บไว้ในช่องแข็งผิดวิสัยคนปกติทั่วไป ก็เพื่อจะถนอมมันไว้กินให้ได้นานที่สุดอย่างนั้นหรือ?
แล้วยังเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาซึ่งยังคงติดค้างอยู่ในส่วนลึกของจิตใจมาจนถึงบัดนี้ โดยที่เขาเองก็ไม่รู้สึกตัว
ตอนที่ริวซากิกินเค้กคำแรกเข้าไปแล้วขมวดคิ้ว นั่นคือความรู้สึกที่แท้จริงอย่างนั้นสินะ
ตอนที่ริวซากิปฏิเสธคำขอของสมาชิกคนอื่น ๆ ในกองสืบสวนอยู่ท่าเดียว ไม่ว่าจะหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้คนอื่นได้กินหรือแม้แต่จะลองชิมเค้กที่เขาทำแม้เพียงนิด ก็เพื่อไม่ให้คนอื่นได้รู้
ตอนที่เขาติงเรื่องกินเค้กคำกับชาที่หวานขนาดนั้นแล้วยังกินเค้กคำชาคำเสียอีกจนริวซากิหันหลังให้เขาและตักเค้กกินอย่างเดียวโดยไม่ได้แตะต้องถ้วยชาอีกเลยนั้น ใบหน้าขาวซีดนั่นจะบิดเบี้ยวเหยเกยังไงบ้างนะ ที่ดื่มชามากเสียขนาดนั้นก็เพื่อข่มรสเค็มของเกลืออย่างนั้นหรอกหรือ?
ตอนที่ริวซากิเบี่ยงเบนความสนใจของเขาที่อยากจะลองชิมเค้กชิ้นนี้ด้วยจูบ เขาจำได้ว่าในเวลานั้นเขาก็รู้สึกว่ารสจูบมีรสชาติแปลกประหลาดที่เสียดแทงออกมาปะปนอยู่ แต่รสหวานของสตรอเบอร์รี่กับน้ำชาก็กลบรสชาตินั้นไม่เสียเกือบหมด และการยั่วเย้าของร่างผอมเพรียวก็เบี่ยงเบนความสนใจของเขาไปจนสิ้น
ทุกอย่างก็เพื่อไม่ให้ความจริงล่วงรู้มาถึงตนได้นั่นเอง
อย่างนั้นสินะ...
การคาดเดาเรื่องจนสามารถปะติปะต่อเหตุการณ์ทั้งหมดจนเชื่อมโยงเข้าด้วยกันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถของชายหนุ่มเลย
หากทว่าแทนที่เขาจะรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องในฐานะผู้ชนะได้อย่างทุกครั้ง ความนึกคิดทุกอย่างกลับกระจัดกระจายออกจากกันและทวีความสับสนในจิตใจของเขา
ชัยชนะที่คงสามารถยินดีปรีดากับมันได้อย่างเต็มที่ถ้าไม่มาพบกับสิ่งนี้เข้าถูกลดทอนให้กลายเป็นชัยชนะอันไม่สมบูรณ์แบบ
"ทำไม...หมอนั่นทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร!?"
ไม่มีเหตุผลที่เข้าใจได้เลยสักนิดเดียว...
อาจจะเป็นเพียงคำถามเดียวที่คาใจเขาไปชั่วชีวิต โดยที่เขาเองก็อาจจะกลัวที่จะได้รู้คำตอบ
และอาจจะโล่งใจที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้คำตอบอันแท้จริงอีกต่อไป
"แล้วยางามิคุงจะยอมให้ผมเบี่ยงเบนความสนใจมั้ยล่ะครับ?"
เสียงกระซิบที่เรียกชื่อเขาและพูดประโยคนั้นยังคงติดตรึงอยู่ในหู และบางทีมันอาจจะคอยตามหลอกหลอนเขาไปอีกแสนนาน
=+=+=+=+=
"แต่ผมดีใจนะครับ...วาตาริ ดีใจเสียยิ่งกว่าการได้รับเค้กอันสมบูรณ์แบบเสียอีก"
ริมฝีปากที่โอบอุ้มนิ้วหัวแม่มืออยู่เผยอขึ้นน้อย ๆ
"*ความไม่สมบูรณ์แบบของ ยางามิ ไลท์* ที่ผมเพียงคนเดียวเท่านั้นจะได้รู้"
ชายชรายิ้มตอบประกายแห่งความยินดีที่ปรากฎขึ้นในนัยน์ตามืดมน
บางทีมันอาจจะเป็นของขวัญวันเกิดที่วิเศษสุดยิ่งกว่าของขวัญใด ๆ ในชีวิตของ ‘L'
=+=+=+=+=
The End of ‘Imperfect Perfection'
=+=+=+=+=
ยาวกว่าที่คิดมากทีเดียว ยิ่งเขียนยิ่งน้ำท่วมทุ่งอีกแล้ว =v=;;
อ่านแล้วมีคอมเมนท์กันอย่างไร ก็เชิญบอกกล่าวติติงกันได้ตามสบายเลยนะคะ ^_^
ต่อไปเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ฮี่ๆ
แน่นอนค่ะว่าหลังจากไปวิ่งเล่นดูทั่ว Exteen และบลอคคนรู้จักเท่าที่ขาสั้น ๆ จะสามารถพาไปได้ ก็ได้พบขุมทรัพย์อีกมายมายค่ะ ไม่ได้มีแค่เราคนเดียวอยู่แล้วที่อัพงานฉลองวันเกิด ‘L' หุ ๆ เพราะฉะนั้น ขออนุญาตทำลิงค์ไปยังบลอคของทุกท่านที่อัพงานฉลองวันเกิด ‘L' เท่าที่เราตามไปเจอะเจอไว้ ณ ที่นี้ละกันนะคะ จะได้เผยแพร่สู่สายตาของท่านที่อยากเข้าไปอ่านหรือรับชมให้ถ้วนทั่วกัน ^^
Fanfic
+ ผลงานฟิค Death Note: "Trick or Treat" โดยคุณ Sirius
+ ผลงานฟิค Death Note: "Happy Birthday L" และ "Happy Birthday L (2)" โดยคุณ
Keko
+ ผลงานฟิค Death Note: "The Day We Met" โดยคุณ Sirius
Fanart
+ ผลงานแฟนอาร์ต Light + L โดยคุณ Saeki
+ ผลงานแฟนอาร์ต โดยคุณ Pride
ภาพที่หนึ่ง
ภาพที่สอง
+ Eien โดย Mrsloth
ถ้าถูกใจงานไหนที่ลิงค์ไป หากพอมีเวลา ก็อย่าลืมคอมเมนท์เป็นกำลังใจให้เจ้าของผลงานสักนิดด้วยนะคะ ^^
ถ้าใครมีอัพงานอะไรฉลองวันเกิด ‘L' แล้วอยากให้เราประชาสัมพันธ์ไว้หน้านี้ ก็คอมเมนท์หรือส่งเมล์มาบอกได้เลยนะคะ ไม่ขัดข้องอยู่แล้วค่ะ จะยินดีเสียอีกน้อ ^o^
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอยากอัพอีกมากมายทีเดียวค่ะ ทั้งอัพเดทข่าวคราวเกี่ยวกับสปินออฟ สินค้าใหม่ๆจากเดธโน้ต แล้วก็ผลงานเรื่องสั้นตอนเดียวจบใหม่ล่าสุดของอาจารย์โอบาตะ จะพยายามอัพเท่าที่เวลาอำนวยละกันนะคะ เอิ๊ก ๆ
ขอตัวไปนอนพังพาบก่อนจะลุกขึ้นมาปั่นงานหลวงต่อแล้วค่ะ TwT;;
HAPPY BIRTHDAY to L แบบเลทๆอีกรอบนะจ๊า~ <3
edit @ 25 Dec 2007 19:53:18 by lapace
เป็นฟิคที่ยาวมากๆเลยนะค่ะเนี่ย อ่านไปเพลินไป สนุกมากค่า
อ่านแล้วใจจะขาดรอนๆ สื่อความหมายออกมาได้ดีจังค่ะ แต่ว่าก็คู่นี้นี่นะ เท่านี้ก็คงเป็นสิ่งที่ทำได้ในฐานะแอลและคิระ
อ่านสนุกก็ดีใจแล้วค่ะ ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์และกำลังใจด้วยนะคะ