Death Note: Another Note
คดีฆาตกรรมต่อเนื่องโดย BB ณ เมืองลอสแองเจลิส
ประพันธ์ โดย นิชิโอะ อิชิน
ผลงานต้นฉบับ โดย โอบะ ทสึงุมิ, โอบาตะ ทาเคชิ
แปลเป็นภาษาไทย โดย Kurai
วางจำหน่าย: 1 สิงหาคม 2006
ราคา: 1,300 เยน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มในญี่ปุ่น)
ISBN: 4-08-780439-9
รายละเอียดเพิ่มเติม: http://j-books.shueisha.co.jp/nisioisin/
แม้ว่าอาจารย์โอบะ ทสึงุมิ จะไม่ได้เป็นผู้ประพันธ์นิยายเล่มนี้ด้วยตัวเอง แต่นิยายเล่มนี้ก็ถือว่าเป็นนิยาย Death Note อย่างเป็นทางการและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ชูเอย์ฉะผู้เป็นต้นสังกัดของ Death Note ฉบับหนังสือการ์ตูนค่ะ
หากต้องการอุดหนุนหนังสือนิยาย สามารถนำรายละเอียดด้านบน รวมทั้งเลข ISBN ไปสั่งซื้อได้ตามร้านหนังสือญี่ปุ่นทั่วไปค่ะ คิดว่าที่ Kinokuniya น่าจะมีวางขายแล้วด้วยนะคะ
=+=+=
หมายเหตุ:
(1) ห้ามมิให้นำบทแปลชิ้นนี้ไปเผยแพร่ในเวบไซต์ เวบบอร์ด หรือสถานที่สาธารณะแห่งอื่นนอกเหนือจากบลอคแห่งนี้เป็นอันขาด หากต้องการเผยแพร่ กรุณาทำเป็นลิงค์มายังเอนทรี่ของบทแปลแทนนะคะ
(เหตุผลหลักๆคือถ้ามีสำนักพิมพ์ได้ลิขสิทธิ์มาเมื่อไหร่ เราจะได้เอาบทแปลลงจากพื้นที่โลกไซเบอร์ได้ง่ายๆครั้งเดียวจบค่ะ)
(2) ห้ามมิให้นำบทแปลชิ้นนี้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้าเป็นอันขาด
=+=+=
ตอนก่อนๆ
How to Use
หน้าที่ 1 (1/3)
หน้าที่ 1 (2/3)
หน้าที่ 1 (3/3)
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะรอฟังรายงานความคืบหน้านะครับ ครั้งต่อไปที่คุณมิโซระ นาโอมิ จะติดต่อมาหาผม ขอความกรุณาโทรเข้าสาย 5 นะครับ”
พูดดังนั้นแล้ว L ก็เป็นฝ่ายตัดสายไป มิโซระพับโทรศัพท์มือถือแล้วเก็บลงกระเป๋าดังเดิม จากนั้นก็ตัดสินใจเริ่มสำรวจชั้นหนังสือก่อนเป็นอันดับแรก ห้องนอนห้องนี้มีเพียงเตียงกับชั้นหนังสือเท่านั้น ถ้าจะสำรวจก็ต้องเริ่มจากชั้นหนังสือเท่านั้น------
“ถึงจะไม่ถึงขนาดคนร้ายในคดีนี้……แต่ดูท่า บีลีฟว์ ไบรด์สเมด เองก็เป็นคนช่างวิตกจริตเหมือนกันนะ”
ชั้นหนังสือมีหนังสืออัดแน่นจนไม่เหลือช่องว่าง ว่าแล้วก็ลองนับจำนวนหนังสือดูเสียหน่อย------57 เล่ม พอลองจะดึงออกมาซักเล่ม ก็มีแรงต้านพอดูเพราะใส่เอาไว้ ‘อัดแน่นจนไม่เหลือช่องว่าง’ พอลองใช้หลักเอาคานงัดด้วยการเพิ่มนิ้วโป้งเข้าช่วยแทนที่จะใช้นิ้วชี้อย่างเดียว ก็ดึงออกมาได้ หล่อนกรีดพลิกหนังสือดูพั่บ ๆ ------ไม่ได้เป็นการกระทำที่มีความหมายแต่อย่างใด แต่ก็เป็นสิ่งที่อยากจะลองเสี่ยงดวงดูพื่อคิดหาทิศทางการสืบสวนนับจากนี้ไป ถ้ามีจดหมายสอดเอาไว้ระหว่างหน้าหนังสือเหมือนที่คั่นหนังสือ เรื่องมันก็คงจะง่ายหรอกนะ แต่ก็คงไม่มีทางเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว เอกสารสืบสวนบอกไว้ว่ารอยนิ้วมือ กระทั่งรอยนิ้วมือที่อยู่บนหนังสือแต่ละเล่มและหน้ากระดาษแต่ละหน้า ถูกเช็ดออกไปอย่างหมดจดเหมือนกรณีของปลั๊กไฟ------นั่นเป็นดัชนีอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความวิตกจริตของคนร้าย และในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่าหน่วยสืบสวนลงทุนลงแรงตรวจสอบกระทั่งหนังสือแต่ละเล่มและหน้ากระดาษแต่ละหน้าอีกด้วย ถ้าอย่างนั้น ก็ได้แต่มองว่ามันไม่มีสาส์นอะไรแบบที่ว่า
หรือว่าจะเป็นสาส์นที่อยู่ในรูปร่างที่ทำให้หน่วยสืบสวนไม่รู้ตัว……กระดาษที่มองปราดหนึ่งแล้วเห็นว่าเป็นเพียงที่คั่นหนังสือมีข้อความรหัสอะไรอยู่งั้นเหรอ……แต่ว่าความคิดนั้นก็ถูกปัดตกไปเช่นกันระหว่างที่กรีดพลิกหนังสือสองเล่มก็แล้ว สามเล่มก็แล้ว สี่เล่มก็แล้วดูพั่บ ๆ หนังสือที่วางอยู่บนชั้นหนังสือชั้นนี้ไม่มีที่คั่นหนังสือสอดเอาไว้เลยสักเล่ม ท่าทาง บีลีฟว์ ไบรดส์เมด จะเป็นนักอ่านประเภทไม่ใช้ที่คั่นหนังสือ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อย ๆ จากนักสะสมหนังสือผู้วิตกจริต------คือไม่ชอบให้ขอบสันหนังสือมีตำหนิแปลก ๆ
……ถ้าอย่างนั้นคนร้ายที่เชื่อได้แน่แท้อย่างหนึ่งว่าเป็นคนวิตกจริตก็ไม่น่าสอดอะไรเราไว้ในหน้าหนังสืออย่างนั้นสินะ……
มิโซระถอยออกมาจากชั้นหนังสือ จุดต่อไปคือเตียง------แต่ว่า ในห้องนี้นอกเหนือจากชั้นหนังสือแล้วก็ไม่น่าได้ร่องรอยอะไรอีก สิ่งที่ทำได้มีเพียงพลิกผ้าปูเตียงขึ้นมาดูด้านหลังเท่านั้น เรื่องแค่นั้นไม่ต้องถึงกับเปิดเอกสารสืบสวนอ่านก็รู้ได้ว่าหน่วยสืบสวนต้องสำรวจไปแล้วแน่ กรณีนี้ต่างกับชั้นหนังสือตรงที่เป็นไปได้ยากแน่ที่สาส์นซึ่งมีรูปร่างที่หน่วยสืบสวนไม่ตระหนักถึงจะมาอยู่ตรงเตียง
“ใต้พรม......ด้านหลังวอลล์เปเปอร์……ไม่สิ ผิดแล้ว......ถ้าปกปิดตัวสาส์นเอาไว้จะทำยังไงล่ะ? สิ่งที่บ่งบอกสาส์น……ถ้าไม่บ่งบอกก็ไม่ใช่สาส์น……ส่งปริศนาอักษรไขว้ไปให้ตำรวจ……มีความหยิ่งทะนงในตัวเองเหลือล้น......การบ่งชี้ถึง……’ปริศนายากเข็ญ’……ออกมาอย่างเปิดเผยเป็นเป้าหมาย……นี่มัน……ใช่แล้ว กำลังเยาะเย้ยกันอยู่……”
ไม่ได้ทำไปเพื่อฉวยโอกาสชิงลงมือก่อน
แต่กำลังเยาะเย้ยกันอยู่
“ถ้าหาก……การจะบอกว่า ‘แกมันต่ำชั้นกว่าฉัน’ ‘คุณไม่มีทางชนะผมแน่’ เป็นเป้าหมายของสาส์นแล้วล่ะก็……แสดงว่าตัวคนร้ายเองก็กำลังได้ประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีวันที่ใครจะล่วงรู้นี่ กำลังทำให้จุดประสงค์กลายเป็นจริงเท่านั้นนี่ ……ไม่สิ ถ้าการเยาะเย้ยฝ่ายตรงข้ามเป็นจุดประสงค์ในตัวของมันเองล่ะ……? ในกรณีนี้ ฝ่ายตรงข้ามก็คือตำรวจ……ตำรวจท้องถิ่นลอส แองเจลิส…..สังคมทั้งหมด……สหรัฐอเมริกา……’โลก’? ไม่ใช่หรอก……ถ้าคิดอย่างนั้น เรื่องที่ทำก็ออกจะหยุมหยิมไปหน่อย……นี่เป็นวิธีการที่มุ่งไปที่ฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคนคนหนึ่ง……ยังไงก็ตาม สาส์น……ไม่ใช่สาส์นสิ……ธรรมชาติเป็นสาส์น……ต้องมีอยู่ในห้องนี้แน่......ไม่สิ”
ไม่ใช่ว่า------ต้องมีอยู่แน่ ๆ สิ
ถ้าเกิดกลายเป็นว่าไม่มีแทนล่ะ?
“ของที่ต้องมีอยู่ในห้องนี้แน่ ๆ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีอยู่……ตอนนี้ไม่มี แต่ว่า……ปกติแล้วมีอยู่แน่ ๆ……หุ่นฟาง? ผิดแล้ว หุ่นฟางเป็นสิ่งที่ใช้เปรียบเปรยถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย ไม่ใช่สาส์น แน่……ห้องนอน……อืม ใช่แล้ว ไม่มีคนอยู่”
ไม่ใช่ไม่มีของ------ไม่มีคนต่างหาก
ไม่มีเจ้าของห้อง คือ บีลีฟว์ ไบรด์สเมด อยู่
มิโซระหยิบรูปถ่ายออกมาอีกครั้ง------รูปถ่ายศพของไบรด์สเมดสองใบ และรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุกับการชันสูตร ถ้าหากว่าคนร้ายทิ้งสาส์นเอาไว้กับศพนี้ล่ะก็------ย่อมต้องทิ้งไว้กับการทำลายศพด้วยมีด ไม่ใช่ร่องรอยการฆ่ารัดคอ เมื่อกี้มิโซระคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมองว่ามันเป็นการแสดง ‘ความโกรธแค้น’ ที่มองออกได้ง่าย ๆ เหมือนกับที่บอก L ไป แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น------ใช่แล้ว พอมาลองคิดดูแล้ว มันก็ผิดปกติอยู่ ในรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุ แน่นอนว่าเสื้อยืดที่ศพซึ่งหันหน้าหงายขึ้นมองข้างบนใส่นั้นมีเลือดซึมอยู่ก็จริง------แต่เสื้อกลับไม่มีร่องรอยความเสียหาย กล่าวคือ หลังจากคนร้ายสังหารเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายแล้ว จึงถอดเสื้อเชิ้ตออกจากศพครั้งหนึ่ง พอสร้างบาดแผลให้กับศพด้วยมีด ก็สวมเสื้อยืดกลับเข้าไปให้ใหม่ ถ้าเป็นเพียง ‘ความโกรธแค้น’ ก็กรีดเสื้อผ้าไปด้วยก็ได้นี่------มีเหตุผลที่ไม่อยากทำให้เสื้อยืดเสียหายงั้นเหรอ? แต่กลับไม่ใส่ใจเลือดที่ซึมออกมา……เสื้อยืดเป็นของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายไม่ผิดแน่ เป็นชุดนอนที่ใช้เปลี่ยนกับเสื้อใส่ปกติ……
“ถ้ามอง……ไปในทางนั้นแล้วล่ะก็ บาดแผลนี้……จะว่ามองเห็นเป็นตัวอักษรไม่ได้ ก็ไม่ใช่ รึเปล่า……?”
ต้องลองเปลี่ยนมุมในการมองหลาย ๆ มุมดู
“ ‘V’ ……’C’ ……’I’? ไม่สิ……’M’ ……นี่ก็ ‘V’ อีก……’X’ ……? ‘D’ ……ตรงนี้มี ‘I’ เรียงกันอยู่สามตัว……’L’? ……นี่มัน ’L’ ……อืมมม……ยัดเยียดเกินไปจริงๆเหรอเรา……”
แล้วยังเป็นแค่การลองมองดูในรูปแบบนั้นเท่านั้นเอง ถ้าเป็นตัวคันจิหรือตัวอักษรในภาษาเกาหลีก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่มองเห็นอยู่เป็นตัวหนังสือที่ถูกประกอบขึ้นง่าย ๆ จากเส้นตรงและเส้นโค้ง ไม่ว่าจะเป็นดินสอหรือว่ามีด หากใช้ลากเป็นเส้นขึ้นมาแล้ว สิ่งที่ปรากฎขึ้นก็จะมองเห็นว่าเป็นอะไรสักอย่างสินะ
“ถ้าว่ากันจริง ๆ ล่ะก็ อยากจะลองฟังความคิดเห็นของคนในหน่วยสืบสวน ความคิดเห็นของคนที่ลงมือสืบสวนจริง ๆ ดูเสียหน่อย……แต่ในเมื่อไม่มีตราอยู่กับตัว เรื่องนั้นก็เป็นไปไม่ได้สินะ……แหม จริง ๆ แล้ว L ก็น่าจะจัดการเรื่องนั้นให้เราได้เรียบร้อยอยู่หรอก”
พอมาลองทำแบบนี้แล้ว ก็รู้สึกเข้าใจความยากลำบากของการเคลื่อนไหวเพียงลำพังคนเดียวโดยไม่พึ่งพาองค์กรขึ้นมา ในเวลานี้ มิโซระเพิ่งตระหนักเป็นครั้งแรกว่า แม้ว่าใน FBI หล่อนจะถูกลอยแพอย่างสิ้นเชิงก็ตาม แต่ก็ยังได้รับความกรุณาจากองค์กรอยู่
“ลองไปดูห้องอื่นดีมั้ยนะ……ถึงจะคิดว่าไม่ค่อยมีความหมายอะไรก็เถอะ แต่ถ้าคิดว่ารอยนิ้วมือในบ้านถูกเช็ดออกไปแล้วล่ะก็------”
ขณะที่มิโซระตัดสินใจว่าจะเก็บห้องนอนเอาไว้ตรวจสอบทีหลังระหว่างพูดไปเรื่อย ๆ ว่าอย่างนั้น หล่อนก็ตระหนักขึ้นมาว่า จะว่าไป ก็ยังมีสถานที่ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอยู่ ใต้เตียงยังไงล่ะ ถึงจะไม่ถึงขั้นใต้พรมหรือหลังวอลล์เปเปอร์ ที่นั่นก็ยังมีพื้นที่ตกสำรวจอยู่แห่งหนึ่ง------ไม่คิดว่าหน่วยสืบสวนจะไม่ทำการตรวจสอบจุดบอดที่เข้าใจได้ง่ายอย่างนั้นหรอก แต่ถึงอย่างนั้น คลานเข้าไปดูใต้เตียงสักครั้งหนึ่งเพื่อให้แน่ใจอาจจะดีก็ได้ อาจจะมีของที่มองเห็นได้เพียงจากมุมมองนั้นเพียงมุมเดียวก็ได้ คิดได้อย่างนั้นแล้ว มิโซระก็ก้มลงไปข้างเตียง------
“…………!?”
ทันใดนั้น
มือก็ยื่นออกมาจากใต้เตียง
มิโซระผละถอยไปด้านหลังทันที------ตั้งการ์ดรับความพลิกพันของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันด้วยการขืนควบคุมจิตใจซึ่งตกอยู่ในภาวะหวั่นวิตก หล่อนไม่ได้พกปืนมาด้วย------ซึ่งก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องลาพักงานหรอก แต่ โดยพื้นฐานมิโซระไม่มีธรรมเนียมพกปืนเดินไปไหนมาไหนอยู่แล้ว เพราะงั้นจึงไม่มีปืน เพราะงั้นจึงลั่นไกไม่ได้
“ใคร……ไม่สิ นายเป็นพวกไหนน่ะ!?”
มิโซระตะคอกถามออกไปเหมือนขู่ แต่มือนั้นก็ยังคืบคลานช้า ๆ------ออกมาจากใต้เตียง ราวกับว่าเสียงตะโกนเป็นแค่เสียงลมพัด มือขวา------ตามด้วยมือซ้าย จากนั้นก็------ทั้งร่าง มนุษย์คนหนึ่งปรากฎกายจากใต้เตียง------ในท่าคลานสี่ขา
หมอนี่……ตั้งแต่เมื่อไหร่……?
อยู่ใต้เตียงมาตลอดงั้นเหรอ……?
ถูกแอบฟังบทสนทนากับ L เข้าเหรอ……?
คำถามมากมายวิ่งวนอยู่ในห้วงความคิดของมิโซระ------
“ตอบมานะ! นายเป็นพวกไหนกันแน่!”
ขณะล้วงมือเข้าไปในเสื้อนอกเพื่อแสร้งทำเป็นว่าพกปืนมาด้วย มิโซระก็ตะคอกถามอีกครั้ง และทันใดนั้น------สิ่งนั้นก็เงยหน้าขึ้น
จากนั้นก็ยืนขึ้นช้า ๆ
ผมสีดำตามธรรมชาติ
เสื้อยืดสีพื้น กางเกงยีนส์ที่ผ่านการซักจนสีซีดจาง
ชายหนุ่มอ่อนเยาว์จ้องมองมาด้วยนัยน์ตาหมีแพนด้า
ส่วนสูงเท่าที่มองเห็นตอนยืดตัวยาวออกมา(3)ก็น่าจะสูงไม่เบาอยู่ แต่ด้วยความที่ยืนเหมือนคนหลังค่อมเอามาก ๆ ระดับสายตาจึงต่ำกว่ามิโซระถึงสองช่วงศีรษะ------
เขาเงยขึ้นมองสำรวจมิโซระจากด้านล่าง
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จัก”
ชายหนุ่มพูดเช่นนั้น ทั้งยังลดสะโพกลงต่ำ แล้วแนะนำตัวออกมาด้วยน้ำเสียงล่องลอย
“โปรดเรียกผมว่าริวซากิ”
=+=+=
จบหน้าที่ 1
เชิงอรรถ
(3)ตรงคำว่า ยืดตัวออกมา เข้าใจว่าอาจารย์ นิชิโอะ อิชิน ดึงคันจิ 瘦軀 มาจาก 瘦軀姬天牛 (Ceresium Elongatum) ซึ่งเป็นแมลงปีกแข็งจำพวกหนึ่งซึ่งลำตัวมักจะยืดยาวออกมาค่ะ เข้าใจว่าอาจารย์ต้องการแสดงให้เห็นว่าในสายตานาโอมิ ริวซากิในตอนนั้นเป็นเหมือนตัวอะไรซักอย่างที่ไม่ใช่คนจริงๆ เสริมกับที่ใช้สรรพนามแทนริวซากิว่า สิ่งนั้น
อ้างอิงจาก
http://imdap.entomol.ntu.edu.tw/CommonInsectImage.php?CIindex=image&L=E&CI_ID=14432
จากใจผู้แปล: ยิ่งแปล Another Note ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนแปลที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เหมือนโดนตีแสกหน้าเรื่องขีดจำกัดความสามารถของตัวเองเลยค่ะ กำแพงเบื้องหน้าข้าพเจ้าช่างกว้างใหญ่สูงทะมึน orz
ขออภัยที่ตอนนี้สั้นไปหน่อยค่ะ พอดีจบบทแรกพอดีด้วย ^^;; ยินดีต้อนรับคำติชมเช่นเคยค่ะ
edit @ 10 Oct 2007 20:44:22 by lapace
edit @ 10 Oct 2007 20:53:51 by lapace
) และมันก็ยิ่งทำให้อยากอ่านบทต่อไปมากๆเลยค่ะ