ในที่สุดดีวีดี Death Note Live Action Film ก็ได้ฤกษ์กำหนดวางจำหน่ายเสียทีค่ะ >w< ก็เลยเอาข้อมูลมาลงเหมือนอย่างเช่นเคย
ดีวีดีมีสองเวอร์ชั่น แบบขายแยกภาคละแผ่น กับแบบขายรวมเป็น Complete Set
Item: Death Note
ราคา: 3,570 เยน
(ตอนนี้ Amazon
เยนค่ะจำนวนแผ่น: 1 แผ่น
ความยาว: 126 นาที
กำหนดวางจำหน่าย: 14 มีนาคม 2007
Item: Death Note the Last Name
ราคา: 3,570 เยน
(ตอนนี้ Amazon
เยนค่ะจำนวนแผ่น: 1 แผ่น
ความยาว: 140 นาที
กำหนดวางจำหน่าย: 14 มีนาคม 2007
Item: Death Note/Death Note the Last Name Complete Set
ราคา: 7,143 เยน
(ตอนนี้ Amazon
เยนค่ะจำนวนแผ่น: 3 แผ่น
ความยาว: 390 นาที
กำหนดวางจำหน่าย: 14 มีนาคม 2007
ความพิเศษของแบบ Complete Set ก็มีดังต่อไปนี้ค่ะ
- กล่องใส่ที่พอเปิดออกมาแ้ล้วจะเหมือนมีเดธโน้ตปรากฎขึ้นมา ด้านในกล่องนี้จะมีเซ็ตกล่องใส่ดีวีดีหนัง 2 กล่องและกล่องเวอร์ชั่นพิเศษอีก 1 กล่อง ด้านในกล่องจะมีบุ๊คเล็ทซีดีพิเศษรวมอยู่ด้วย
DISC 1: หนังตอนแรก
DISC 2: หนังตอนหลัง (ซึ่งจะมี Teaser, โฆษณาในหนังสือ และสป็อตโฆษณาทางโทรทัศน์ รวมถึงภาพลับรวมอยู่ด้วย)
DISC 3: ดีวีดีพิเศษ ซึ่งรวมเอาการถ่ายทำหนังทั้งตอนแรกและตอนหลังและภาพลับพิเศษด้วย มีบันทึกภาพที่ควรค่าแก่การสะสมมากมาย ปกของดีวีดีพิเศษนี้จะออกแบบเหมือนเดธโ้น้ต
นอกจากนี้ก็ยังมีแถมซีดีพิเศษที่ออกแบบปกมาเหมือนกับปกซีดี Heavens Door ของอามาเนะ มิสะ และเป็นซีดีที่บันทึกแทร็กพิเศษจาก Death Note ที่จะหาฟังได้จากซีดีแผ่นนี้เท่านั้นด้วย
นับข้อดีได้มากมายแบบนี้ แถมราคาก็เท่ากับดีวีดีสองแผ่นรวมกันนั่นล่ะ อย่างนี้มันก็ต้อง Complete Set ซี่! กรี๊ดกร๊าดกับพวกคลิปการถ่ายทำ สป็อตโฆษณา กับภาพลับทั้งหลายแหล่มาก ว่าแต่แทร็กเพลงพิเศษนั่นมันอะไรหนอ ลุ้นให้เป็นเพลงสวดที่ประกอบในเทรลเลอร์อยู่ อยากได้เพลงนั้นมาเก็บมากๆ >w<
=+=+=
ในบรรดาสินค้าทั้งหลายแหล่ของอนิเม Death Note ที่ออกมาช่วงนี้ มีอยู่ชิ้นนึงที่มันจี๊ดใจสาววายอย่างเราเป็นยิ่งนัก นั่นก็คือ กำไลข้อมือ ซึ่งแบกเป็นสองเวอร์ชั่นคือ เวอร์ชั่นไลท์กับเวอร์ชั่นแอล แน่นอนว่ามันคงไม่จี๊ดใจเราเช่นนี้หรอกหากว่ากำไลทั้งสองชิ้นนันมีโซ่ติดมาด้วย และเมื่อเอามาประกอบร่างกันนั้นก็จะได้กุญแจมือที่ผูกไลท์กับแอลติดไว้ด้วยกัน โอ๊ย กรี๊ดสิเพคะ 

จะใส่เดี่ยวๆก็ได้

หรือเอาไปใส่กับคนพิเศษเพราะเราคู่กันก็ได้ โฮกกกกก
เขาอธิบายไว้ว่าเป็นของขวัญวันไวท์เดย์ วางจำหน่ายหลังวันวาเลนไทน์หนึ่งวัน ว่าแต่ใครจะอุตริเอาเจ้านี่ไปให้เป็นของขวัญวันไวท์เดยจริงล่ะนั่น? (แต่ถ้าคุณมีแฟนเป็นสาววายที่บ้าเดธก็ให้ไปเห๊อะ ชิ้นเนี้ย ฮ่าๆๆ)
ราคาโฉดใช่ย่อยเลยล่ะค่ะ สนนราคาชิ้นละ 2,310 เยน
ตอนไปจองของก็ช็อคไปเหมือนกันเพราะนึกว่าราคานั้นมันสำหรับสองชิ้น แต่มันมันมันอดใจไม่ได้นี่นา โฮกกก กลับบ้านนั่งถามตัวเองว่าทำอะไรลงไปๆๆๆๆๆๆๆๆ (เอคโค่xอินฟินิตี้)
=+=+=
วันก่อนตอนนั่งดูอนิเมอยู่ ก็มีโฆษณา Death Note: Kira Game แฉลบมาให้เห็นเป็นบุญตา ภาพสวยมากๆค่ะ เห็นแล้วกรี๊ดสนั่น งามกว่าที่คาดอีก ว่าแต่เกมจะออกอยู่แล้วยังหาเครื่อง Nintendo DS ไม่ได้เลย (ที่ญี่ปุ่นนี่ตามร้านในโตเกียวขายหมดเกลี้ยง แม้แต่ร้านเครื่องไฟฟ้าใหญ่ๆก็ยังต้องติดป้ายประกาศว่าไม่สามารถบอกได้ว่าของจะเข้ามาอีกเมื่อไหร่ และไม่รับจอง ฮ่วย!) จะเอาอะไรเล่นล่ะเนี่ย สงสัยต้องยอมไปซื้อในเน็ตที่โก่งราคากันใหญ่แล้วล่ะมั้ง TwT
ว่าแต่เดธกำัลังเล่นอะไรกับวันวาเลนไทน์กับวันไวท์เดย์เนี่ย เกมกับกุญแจมือออกหลังวันวาเลนไทน์หนึ่งวัน ส่วนดีวีดีหนังก็มาออกเอาวันไวท์เดย์ มันต้องจงใจอะไรแปลกๆแน่เลย อืมมม *คิดไม่ตก*
=+=+=
บอกเล่าเก้าสิบกันต่อเกี่ยวกับมัตสึเคน หนุ่มมากความสามารถรายนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอีกรางวัลแล้วค่า นั่นก็คือรางวัล Elandor นั่นเอง นับเป็นรางวัลที่สามแล้วที่มัตสึเคนได้เข้าชิงในปีนี้ ปีก่อนและปีนี้ช่างเป็นปีของเดธโน้ตและปีของมัตสึเคน ช่างน่ายินดีๆๆ XD
เอาเทรลเลอร์ภาพยนตร์ที่มัตสึเคนแสดงซึ่งกำลังจะเข้าฉายปลายเดือนนี้และต้นเดือนมีนาคมมาให้ชมกันค่ะ อยากดูมากๆทังสองเรื่องเลย >w<
Yumejuya
ดัดแปลงมาจากนิยายของ นัตสึเมะ โสะเสะกิ ที่คนอ่านหลายคนบอกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง (ฮา) และเมื่อเข้าไปลองอ่านนิยาย(บทแปลภาษาอังกฤษ)ตอนที่มัตสึเคนแสดงดู ก็รู้สึกว่าไม่เข้าใจจริงๆด้วยว่าต้องการสื่ออะไรเนี่ย ก็แม้แต่ผู้ประพันธ์เองก็ยังออกตัวเลยว่า "ผ่านไปอีกร้อยปี จะมีคนเข้าใจนิยายเรื่องนี้ไหมนะ?"
Aoki Ookami
เป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวและชีวิตของเจงกีสข่าน (รับบทโดยทากาชิ โซริมาจิ) ค่ะ มัตสึเคนรับบทเป็นลูกชายคนโตของเจงกีสข่าน (โอ๊ว บทเร้าใจมาก)ได้ยินเสียงสั่นเครือของมัตสึเคนช่วงตอนจบเทรลเลอร์แล้วช่างจี๊ดใจเหลือเกิน T^T
ดีใจมากๆที่ดาราโปรดทั้งสองคนได้มาแสดงร่วมกันอีกแล้วหลังเคยแสดงร่วมกันไปแล้วใน Otokotachi no Yamato ซึ่งยังหาดูไม่ได้เลย แง่ม...
=+=+=
เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ดองแท็กไว้ได้หนึ่งชาติ ก็ได้โอกาสมาอัพเสียทีค่ะ
ตอนแรกก็คิดว่าจะรอดแล้ว แต่พอเห็นคนใกล้ตัวโดนแท็กแล้วก็นะ อืมมม์ รู้ทันทีว่าหนีไม่รอด ยังไงก็ขอบคุณสลอด เอส และคุณ Preme ที่อุตส่าห์นึกถึงและแท็กเรามานะคะ ^_^
1. สโตล์กเกอร์มืออาชีพ
ตามสโตล์กชาวบ้านในอินเตอร์เน็ตไปทั่วค่ะ ชอบเข้าไปอ่านบลอคคนอื่นแบบไม่แสดงตัว ปกติก็จะชอบอ่านเรื่องราวของคนเก่งๆที่เราชื่นชมอยู่เงียบๆหรือคนที่ชีวิตน่าสนใจหรือคนเด่นคนดัง แต่กับบางคนที่เราไม่ชอบ เราก็ยังเจ๋ออยากรู้เรื่องเขาอีกแน่ะ บางทีก็เอามาบอกเล่าเก้าสิบกันในหมู่เพื่อนฝูงอย่างเมามันส์ตามประสาผู้หญิงคู่กับการเมาท์ (ก็แค่เก็บข้อมูลเอามาเมาท์ล่ะนะ ไม่ได้เอาไปทำอะไรเขาหรอก ^^;;)
เวลาอ่านกระทู้อะไรตามเวบบอร์ด ถ้าเห็นคนที่ตามสโตล์กอยู่เข้ามาพูดคุยในกระทู้ สมองเราก็จะเก็บข้อมูลเขาโดยอัตโนมัติ จนบางทีเพื่อนก็งงว่าไปรู้เรื่องนั้นของคนที่ว่ามาได้ไงเนี่ย ต้องเรียกว่าเป็นโรคจิตชอบเก็บสะสมข้อมูล(เพื่ออะไรก็ไม่รู้)ด้วยล่ะมั้ง ไม่แปลกเลยที่บุ๊กมาร์คของเราจะมีเวบเอาไว้อ้างอิงเยอะแยะมากมาย โดยเฉพาะพวกพจนานุกรมและดัชนีคำศัพท์ในเน็ต เผื่อว่าจะต้องเอามาสืบค้นข้อมูลซักวันหนึ่งน่ะ
2. ผู้ชายไม่ได้มาจากดาวอังคาร แต่มาจากคนละกาแล็กซี่
สาเหตุของเรื่องนี้คงไม่แคล้วเพราะอยู่โรงเรียนคอนแวนต์หญิงล้วนตั้งแต่ประถมจนถึงม.ต้น แถมพอย้ายไปโรงเรียนสหฯตอน ม.ปลาย ก็อยู่สายศิลป์คำนวณที่มีเด็กผู้ชายแค่หนึ่งในห้าของห้องอีก และพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปอยู่คณะที่มีีนักศึกษาชายจำนวนหนึ่งในสี่ของคณะ พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่มีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายเลย อ๊ะ จริงๆก็มีอยู่คน แต่หัวใจเพื่อนผู้น่ารักคนนี้เป็นหญิง แถมยังหัวศิลป์และเก่งงานเย็บปักถักร้อยยิ่งกว่าผู้หญิงจริงๆเสียอีก เพราะงั้นไม่นับ (ฮา)
ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นโรคกลัวหรือเกลียดผู้ชายขนาดนั้น เพียงแต่เวลาเจอเพื่อนผู้ชาย จะนึกไม่ค่อยออกว่าจะคุยอะไรเท่านั้นล่ะ ปกติก็ไม่ได้เป็นคนคุยเก่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งมาเจอเพื่อนผู้ชาย ทักษะการสนทนาจะยิ่งลดต่ำลงไปอีก ตอนอยู่มหาวิทยาลัย มีอะไรบางอย่างบังตาเขาให้มีคนมาจีบอยู่คนสองคน แต่ยัย Kurai ก็เผ่นป่าราบค่ะ
อยู่กับผู้หญิงด้วยกัน รู้สึกสบายใจกว่ากันแยะ งืม
ปัจจุบันหัวหน้าที่ร้านที่ทำงานพิเศษอยู่ก็เป็นผู้ชายอยู่หลายคน ก็เริ่มชินๆขึ้นบ้างแล้วล่ะนะ แต่กรณีนั้นเขาอายุมากกว่าเลยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่าเพื่อนร่วมงานอยู่ดี
อะ แต่ก็ไม่ได้หมายความรังเกียจที่จะพูดคุยกับคนอ่านบลอคนี้ที่เป็นผู้ชายนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าบลอคนี้ต้อนรับแต่ผู้หญิง ไม่ใช่อย่างน้านนน ไม่ได้คุยจะๆต่อหน้า ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่หรอกค่ะ (อ้าว ^^;;) ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วล่ะน่า!
3. ของหวานที่นิยมชมชอบไม่ได้สะสมเอาไว้ในปากเหมือนแฮมสเตอร์
เป็นคนขี้เขินมากๆ มากจนน่าจับยัดโอ่งไม่ต้องโผล่มาเห็นแสงเดือนแสงตะวันตลอดชีวิต (ไม่ใช่ละ =_=;;)
คือเป็นพวกพูดคำหวานๆตอบกลับใครไม่เป็น ถ้ามีคนพูดมาว่า คิดถึง หรือ รัก(แก)นะ คำตอบที่คนๆนั้นจะได้รับจะไม่ใช่ คิดถึงเหมือนกัน หรือ รัก(แก)เหมือนกันนะ แต่ก่อนอาการหนักหน่อย คำตอบที่คนๆนั้นจะได้รับคือ แหะๆๆ ^^;;
ปัจจุบันพอจะพูดคำว่า คิดถึง ได้บ้างกับบางคน ซึ่งก็พูดไม่ได้ว่าขึ้นกับระดับความสนิทสนมอีก ยังไงล่ะ กับเพื่อนที่สนิทๆบางคนก็พูดไม่ได้เสียอย่างนั้น แต่กับบางคนล่ะรู้สึกพูดได้ไม่กระดากปากหรือกระดากใจแปลกๆ ทำไมก็ไม่รู้เหมือนกันแฮะ @_@
เราเชื่ออยู่เรื่องนึงด้วยล่ะว่า ถ้ารักใครซักคนหรือห่วงใยใครซักคน ทำไมต้องบอกกันตรงๆโต้งๆอย่างนั้นถึงจะสื่อความรู้สึกได้ด้วยล่ะ? ให้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ไม่ดีกว่าเหรอ? เพราะบางครั้งเรารู้สึกว่าคำพูดเป็นลมปากมากๆ ถ้าพูดออกไปแต่ไม่แสดงการกระทำด้วย มันไม่ตะขิดตะขวงใจแย่เหรอ? ด้วยความรู้สึกกลัวว่าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นผสมกับความขี้เขินด้วยรึเปล่านะ เราถึงได้ไม่ชอบพูดอะไรหวานๆ แต่จะคอยช่วยอะไรเพื่อนๆเท่าที่ช่วยได้แทนเสียมากกว่า ถ้าอยากพิสูจน์ อย่าขอให้พูดคำหวานๆเลย ขอความช่วยเหลือมาดีกว่า(นะเจ๊อะ) ก็แทบไม่เคยเกี่ยงอยู่แล้วเวลาเพื่อนสนิทๆกันขอให้ช่วยน่ะ <<--จริงๆก็เป็นแค่คำแก้ตัวสินะ ฮะๆ
แน่นอนว่าคำพูดหวานๆเป็นน้ำหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ที่ดี เพียงแต่เราพูดมันออกจากปากไม่ค่อยได้เท่านั้นล่ะ อาจจะเพราะที่บ้านไม่มีวัฒนธรรมแสดงความรักระหว่างพ่อแม่ลูกในแง่คำพูดหรือการโอบกอดกันด้วยมั้ง พอมาเรียนอยู่นี่แล้ว พ่อเริ่มพูดคิดถึงๆละ แต่ขนาดพ่อตัวเอง เรายังตอบกลับว่า คิดถึงเหมือนกันค่ะ ไม่ได้เล้ย หรือเพราะว่ายิ่งเป็นที่บ้าน เลยยิ่งเขินไปกันใหญ่ไม่รู้ อุ
ถึงจะบอกว่าเป็นพวกไม่ค่อยชอบพูด แต่บางอารมณ์ก็อยากฟังจากคนอื่นเสียงั้น เขาเรียกว่าขี้โกงสินะแบบนี้...
4. หนึ่งในเผ่าพันธุ์สมองแล่นยามสมองว่าง
แต่ก่อนจะเป็นคนที่เกลียดการเดินทางมาก ด้วยเหตุผลที่ว่าเวลามันช่างหมดไปอย่างเปล่าประโยชน์เสียเหลือเกินเพราะทำอะไรแทบไม่ได้ จะอ่านหนังสือก็ปวดหัว จะนอนรึบางอารมณ์ก็ไม่ได้อยากจะนอนพักผ่อน
แต่ช่วงหลังๆมานี้น่ะเหรอ เอาเวลาที่ต้องนั่งรถเดินทางไปไหนมานั่งคิดเพ้อพกไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็ได้เห็นทางสว่างมากว่าเวลาที่ไม่ได้จงใจใช้สมองอย่างเป็นกิจลักษณะเหมือนเวลาทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออ่านหนังสือพวกนี้ช่างเป็นเวลาที่ไอเดียแล่นฉิวอย่างไม่น่าเชื่อ ตอนนี้ทั้งเวลานั่งรถหรืออาบน้ำที่สมองว่างๆเลยถูกเอามาใช้คิดพล็อตฟิคหรือไอเดียเขียนเรียงความได้อย่างมีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ บางครั้งไอเดียแล่นฉิวจนอยากกระโดดออกจากรถหรือวิ่งออกจากห้องน้ำมานั่งพิมพ์พล็อตและไอเดียเก็บเอาไว้เลย
อาการหนักขนาดที่ว่าตอนนี้เวลานั่งสัปหงกบนรถไฟ มันจะเหมือนฝันกลางวันบ้าบออะไรก็ไม่รู้เป็นเรื่องเป็นราวมาก ขนาดบางทีหลุดหัวเราะหึๆออกมาให้เป็นที่หวาดหวั่นของผู้ร่วมขบวนรถอีกว่ายัยนี่บ้ารึเปล่าทุกครั้งไป แล้วพอตื่นจากสัปหงกก็จำไม่ได้อีกแน่ะว่าตัวเองฝันอะไร สมองมันไม่ยอมอยู่ว่างๆเสียแล้วยกเว้นตอนหลับจริงๆตอนกลางคืนที่ตั้งใจนอนหลับพักผ่อนจริงๆ
ปัจจุบันเพิ่มโอกาสให้ได้คิดอะไรเืรื่อยเปื่อยมาอีกอย่างคือตอนทำงานพิเศษแล้วลูกค้าไม่เยอะมาก ยืนเช็ดถาดไปก็คิดนั่นคิดนี่ไปได้เรื่อยเปื่อยเลย บางทีพล็อตฟิคก็เด้งขึ้นมาจากตอนเช็ดถาดเนี่ยแหละ จากตอนแรกที่เซ็งงานเช็ดถาดเพราะแสนจะเป็นงานซ้ำซากจำเจและไม่ได้ใช้สมอง เลยกลับชอบขึ้นมาได้ เพราะเอามานั่งคิดสะระตะเนี่ยแล หุๆๆ
5. ความสมบูรณ์แบบที่เต็มไปด้วยรูพรุน
จนปัจจุบันก็ยังไม่เคยรู้สึกพอใจอะไรกับตัวเองจริงๆเสียที บางครั้งรู้สึกว่าความสามารถพอจะพัฒนาขึ้นบ้างในบางเรื่องตามกาลเวลาที่ผ่านไป ได้ยินคนชมก็ดีใจ แต่อิ่มเอมกับความพึงพอใจแบบนั้นได้ไม่นานหรอก พอไปเจอปัญหาอะไรซักอย่าง ก็จะมานั่งกลุ้มใจและท้อแท้ใหม่ว่าทำไมตัวเองช่างไม่ได้เรื่องอย่างนี้นะ พัฒนาขึ้นแค่ไหนก็ยังไม่พอ รู้สึกว่ามันยังมีอะไรยิ่งกว่านี้ สูงขึ้นไปสูงขึ้นไปอีก เหมือนกำลังปีนภูเขาที่มองไม่เห็นยอดอยู่ตลอดเวลา เฟลกับตัวเองเป็นกิจวัตรแต่ก็ยังคงตะเกียกตะกายปีนขึ้นเขาต่อไปและเชื่อว่าจนชั่วชีวิตนี้ก็จะไม่มีวันไปถึงยอดเขาที่สร้างมโนภาพเอาไว้อยู่ดี
เคยอ่านพวกหนังสือทำนายราศีหรือวันเกิดประมาณนี้ เขาเขียนไว้ว่าถ้าเจออะไรแง่ลบขึ้นมา มันจะเข้ามาบดบังเรื่องดีๆที่ผ่านมาหมดเลย ในกรณีนี้ก็อาจจะจริงแฮะ เพราะพอล้มเหลวอะไรบางเรื่องก็เฟลหนักเลย แหม แต่ถ้าเจอเรื่องดีๆ เราก็กลับมารู้สึกสบายใจได้ใหม่ ลืมเรื่องร้ายๆไปเหมือนกันล่ะนะ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยากทำน่ะเหรอ ทำส่งๆเสียจนน่าตีเลยล่ะ อย่างเช่นช่วงนี้เวลาอาจารย์ให้เขียนเรียงความบางหัวข้อที่มันไม่คลิกเลย มันก็ไม่มีใจจะทำ ก็เลยเขียนส่งๆไปอย่างนั้น หรือต้องสอบวิชาที่ไม่ชอบสุดๆ ก็ทำใจให้ตั้งใจอ่านหนังสือไม่ได้ ทั้งที่ก็รู้นะว่าถ้าตั้งใจก็ทำได้ดีกว่านั้นแน่ๆ แต่มันไม่มีใจจะตั้งใจน่ะซี้
เป็นที่มาของเกรดลุ่มๆดอนๆที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว (A กับ D เลยล่ะ) ระหว่างวิชาโปรดกับวิชาที่ไม่ชอบน่ะสิ ที่น่าเกลียดมากคือได้ข่าวว่าวิชาที่ได้ D เหล่านั้นเป็นวิชาที่เีราเรียนเป็นวิชาเอก สุดท้ายก็ยังทึ่งตัวเองอยู่ที่ประคองวิชาที่แสนชิงชังพ้น F มาได้ตลอดรอดฝั่งในสมัยนั้น ฮา
รายนามคนที่ขอ Tag ต่อ
ขอ Tag ผู้โชคร้ายดังต่อไปนี้ (หุๆ)
1. Es-baka ด้วยเหตุผลว่าอยากมีชื่อของอ้อนอยู่ในลิสต์แท็กของตัวเองและได้รับคำอนุมัติแล้วว่าให้แท็กกลับได้ ก็ขอแท็กให้เขียนรอบสองล่ะนะ ;)
2. Sloth ด้วยเหตุผลว่าอยากมีชื่อป่านอยู่ในลิสต์ตัวเองเหมือนกัน เพราะงั้น เอ้า ไหนๆก็ไหนๆ แท็กกลับอีกรอบละกันนะ อยากรู้อะไรมากกว่านี้อีกน่ะ ;)
3. น้องอาซานะ ได้ข่าวว่าคนโดนแท็กอัพก่อนคนแท็กอีก ฮ่าๆๆ
4. คุณ Crazeแฉตัวเองมาซะดีๆ จะได้มาเห็นมารับในบลอคนี้มั้ยเนี่ย
5. คุณ Siriusถ้าไม่รังเกียจล่ะก็นะคะ ^^
(ถ้าไม่จำเป็น)
กำไลฟั่งชั่นเก๋ดีแฮะ...