ไม่ได้ประทับใจหนังเรื่องไหนมากๆแบบนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว วันนี้เลยอยากจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ซักหน่อย เพิ่งเคยเขียนบทวิจารณ์เป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกนี่ล่ะ เตือนไว้ก่อนว่าเต็มไปด้วยสปอยเลอร์นะจ้ะ เพราะไม่มีแล้วมันเขียนไม่ได้เต็มที่น่ะ ^_~
The Interpreter
ประเภท: ระทึกขวัญ
ความยาว: 128 นาที
ผู้กำกับ: ซิดนี่ย์ พอลแล็ค
นักแสดงนำ: นิโคล คิดแมน และ ฌอน เพนน์
The Interpreter มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมือง แสดงให้เห็นถึงบทบาทและความสัมพันธ์ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้นำประเทศ ผู้ก่อการร้าย ตำรวจ ไปจนถึงคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง
ซิลเวีย บรูม เป็นล่ามประจำองค์การสหประชาชาติ มีหน้าที่ในการแปลภาษาคู ภาษาของประเทศมาโตโบในทวีปแอฟริกา (ประเทศสมมติ) เป็นภาษาอังกฤษ ตอนค่ำของวันหนึ่ง ขณะที่กลับเข้าไปเอาของที่วางทิ้งไว้ในห้องล่าม อาคารองค์การสหประชาชาติในกรุงนิวยอร์ก หล่อนก็บังเอิญได้ยินคนร้ายคุยกันถึงแผนการลอบสังหารผู้นำเผด็จการของมาโตโบ ชื่อ ซูวานี่ ผู้จะเดินทางมายังองค์การสหประชาชาติเพื่อปกป้องนโยบายของตนจากการถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ บังเอิญว่าไฟในห้องล่ามสว่างวาบขึ้นแวบหนึ่ง ทำให้คนร้ายได้เห็นหน้าของซิลเวีย
ซิลเวียลังเลใจว่าจะทำอย่างไรก็เรื่องนี้ หากแม้นเก็บงำมันไว้กับตัวเพียงคนเดียวก็รังแต่จะหวาดผวาไปหมดว่าจะมีใครมาลอบฆ่าหล่อนหรือไม่ สุดท้ายหล่อนก็ตัดสินใจแจ้งให้กับผู้มีอำนาจรับทราบ โทบิน เคลเลอร์ และ ด็อท วู้ดส์ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่อารักขาบคคลสำคัญ ได้รับคำสั่งให้มาจัดการกับคดีนี้และคุ้มครองซิลเวีย ทีแรกเขาไม่ใคร่จะเชื่อว่าซิลเวียพูดความจริงหรือแสร้งแต่งเรื่องขึ้นเพื่ออยากโด่งดัง ในตอนหลังเขาสืบพบและได้รับรู้ว่าหล่อนมีความแค้นส่วนตัวกับซูวานี่ เนื่องจากพ่อแม่ของหล่อนเสียชีวิตเพราะกับระเบิดที่ซูวานี่สั่งการไว้วางดักพวกผู้ต่อต้านรัฐบาลเอาไว้ เขาจึงคิดว่าหล่อนอาจมีแรงจูงใจในการขัดขวางไม่ให้ซูวานี่ขึ้นมากล่าวชี้แจงปกป้องนโยบายและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของตนในที่ประชุม แต่ต่อมาเมื่อเขาได้พูดคุยกับหล่อนและทำความรู้จักมากขึ้น ความคิดของเขาก็ค่อยๆเปลี่ยนไป อีกทั้งการใช้ซิลเวียเป็นนกต่อล่อคนร้ายทำให้โทบินรู้สึกผิดและเกิดความรู้สึกอยากคุ้มครองหล่อนขึ้นมาอย่างแท้จริง
หนังเรื่องนี้สื่อว่าเรื่องของความไม่เข้าใจกันอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพียงแต่รับฟังและพยายามทำความเข้าใจความนึกคิดของคนต่างวัฒนธรรมเท่านั้น ตอนหนึ่งในเรื่องซิลเวียในอธิบายให้โทบินฟังถึงเรื่องการสละความทุกข์โศกในแบบของชาวมาโตโบ คือ การให้คนร้ายที่ฆ่าครอบครัวของตัวเองล่องเรือไปกลางแม่น้ำแล้วจมเรือนั้นซะ คนที่ครอบครัวของตนถูกทำร้ายสามารถเลือกได้ว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยคนร้าย ถ้าไม่ช่วยก็เท่ากับว่ายังคงจะเก็บงำความทุกข์นั้นต่อไป แต่ถ้าช่วยเท่ากับแสดงว่าคนๆนั้นพร้อมที่จะสละความทุกข์โศกและก้าวต่อไปในเส้นทางชีวิต ซึ่งเป็นคำตอบให้แก่คำพูดของโทบินที่แขวะซิลเวียนิดๆว่าทำยังกับพูดถึงคนรักเมื่อซิลเวียเอ่ยว่าตนไม่ได้โกรธแค้นซูวานี่แต่ผิดหวังในตัวเขา ซิลเวียในยามนั้นนำธรรมเนียมของชาวมาโตโบมาปรับใช้และเชื่อว่าการได้เข้าร่วมทำงานที่องค์การสหประชาชาติจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการใช้สันติวิธียุติเรื่องราวต่างๆได้
ซิลเวียกับโทบินที่ในตอนแรกยืนกันอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำแห่งความเชื่อ เมื่อได้ทำความรู้จักและเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ต่างๆร่วมกันแล้ว ทำให้ทั้งคู่ได้เข้าใจความนึกคิดและความเชื่อที่แตกต่างจากของตนเอง และเริ่มที่จะมายืนอยู่บนฝั่งเดียวกัน
อีกจุดหนึ่ง คือ เนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงผู้นำที่เหลิงอำนาจจนละทิ้งอุดมการณ์ที่เคยมีมาในสมัยที่ตนยังต่อสู้ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน และขาลงของผู้นำยามที่ประชาชนไม่สามารถทนรับการกดขี่ของตนได้อีกต่อไป ดังเห็นได้จากตอนที่ซูวานี่นั่งรถขึ้นสะพานก่อนถึงสำนักงานองค์การสหประชาชาติแล้วปรารภว่า อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป ตึกสูงใหญ่ขึ้นเต็มไปหมด สมัยที่เขาโค่นล้มรัฐบาลเดิมได้ เขาก็ได้กลายเป็นวีรบุรุษ และบนสะพานนี่ก็มีธงโบกสะบัดต้อนรับ พอลงสะพานไปก็มีผู้คนโห่ร้องชื่นชมยินดี ทุกคนในรถได้แต่นิ่งเงียบ จวบจนเมื่อลงสะพานเท่านั้น ซูวานี่ก็ได้เห็นผู้คนมากมายมายืนรอเช่นกัน กลับกันเพียงแต่ว่า จากเสียงชื่นชมยินดีที่มีต่อวีรบุรุษ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องประท้วงสาปแช่งอาชญากรเท่านั้น และผู้ดูแลซึ่งนั่งรถมาด้วยกันก็กล่าวย้ำขึ้นอีกว่า สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกับที่ที่เคยมีผู้คนมาโห่ร้องสรรเสริญแซ่ซ้องเขานั่นเอง
อีกประเด็นปัญหาหนึ่งที่หนังเรื่องนี้นำเสนอ คือ ปัญหาทหารเด็ก ในทวีปแอฟริกา อยู่ในเมืองไทยแล้วรู้สึกไกลตัวเนอะ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทวีปแอฟริกา เด็กอายุยังไม่เท่าไหร่ต้องลุกขึ้นมาจับอาวุธฆ่าฟันคนอื่น เห็นได้จากที่ซิลเวียและพี่ชายซึ่งเป็นวัยรุ่นในขณะนั้นหันมาจับอาวุธ พึ่งวิธีการใช้ความรุนแรงเป็นการต่อต้านซูวานี่ผู้เป็นเหตุให้พ่อแม่ของทั้งสองต้องตายด้วยกับระเบิดที่ซูวานี่เป็นคนสั่งการให้วางไว้ดักพวกต่อต้านทั้งหลาย แต่เมื่อถึงคราวหนึ่งที่ซิลเวียพลั้งมือยิงเด็กคนหนึ่งที่คิดจะยิงหล่อนด้วยปืนเพื่อเศษเงินที่จะเอาไปใช้ประทังชีวิต ซิลเวียก็ตัดสินใจที่จะยุติชีวิต ณ จุดนี้และออกจากเส้นทางนี้พร้อมเสียงด่าไล่หลังของพี่ชายว่า ขี้ขลาด จากนั้นหล่อนก็ตัดสินใจหันมาสู่การใช้สันติวิธีและเป็นที่มาของศรัทธาที่มีต่อองค์การสหประชาชาติว่า จะสามารถเป็นผู้แก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีได้ จากความเชื่อที่ว่าคำพูดมีพลังอันยิ่งใหญ่ และความขัดแย้งมากมายเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดนั้น ชักนำให้ซิลเวียตัดสินใจทำงานเป็นล่าม หนังเรื่องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงกงกรรมกงเกวียน การที่พี่ชายของซิลเวียถูกเด็กยิงตายในตอนต้นเรื่อง (ซึ่งการที่เด็กยิงคนตายโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนสักนิดก็เป็นอีกจุดที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเกี่ยวกับทหารเด็กในทวีปแอฟริกา) ราวกับจะเป็นสะท้อนให้เห็นว่าเป็นผลกรรมที่เกิดขึ้นตามมาจากการที่ซิลเวียฆ่าเด็กคนนั้น ซึ่งหากซิลเวียยังคงเลือกที่จะเดินบนเส้นทางสายนั้นต่อไป หล่อนเองอาจจะประสบชะตากรรมเดียวกับพี่ชายก็เป็นได้
เราจะเห็นได้ว่า ตัวละครในเรื่องมีการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และอุดมการณ์ เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อุดมการณ์ของซิลเวียเปลี่ยนแปลงจากการใช้ความรุนแรงเมื่อพ่อแม่ถูกกับระเบิดสังหาร เป็นการใช้สันติวิธีเมื่อเข้ามาทำงานในองค์การสหประชาชาติ ในตอนเกือบจบเรื่องซิลเวียก็เกิดความลังเลใจและทำท่าจะหันกลับไปใช้วิธีการรุนแรงอีกครั้งเมื่อหล่อนเห็นว่าการใช้สันติวิธีก่อให้เกิดผลลัพธ์ช้าเกินไป (จุดนี้ราวกับจะเสียดสีการทำงานขององค์การสหประชาชาติที่เป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่มีอำนาจเพียงพอ) เพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบลง ซิลเวียตัดสินใจแอบซ่อนอยู่ในห้องพักของซูวานี่ซึ่งมาแสดงตนต่อสมัชชา (General Assembly) องค์การสหประชาชาติ เพื่อลอบสังหารซูวานี่ แต่แล้วคนที่ห้ามไม่ให้หล่อนสังหารซูวานี่ กลับกลายเป็นโทบินที่หล่อนเป็นคนชักจูงให้เขาเข้าใจถึงการสละความทุกข์เพื่อก้าวเดินต่อไปในแบบของชาวมาโตโบที่หล่อนเคยสอนเขานั่นเอง ฉากสะเทือนอารมณ์ตอนหนึ่งคือ การที่ซิลเวียตัดสินใจไม่ฆ่าซูวานี่ แต่บังคับให้เขาอ่านคำนำของหนังสืออัตชีวประวัติที่เขาเขียนขึ้นเองกับมือ ซึ่งมีใจความว่า แม้เสียงของสงครามจะดังกึกก้องเพียงใด แต่เสียงของประชาชน แม้เป็นเพียงเสียงกระซิบอันแผ่วเบา ก็จะได้ยินกันถ้วนทั่วและไม่อาจถูกเสียงของสงครามกลบไปได้เลย (จำที่แน่นอนไม่ได้ แต่เนื้อหาประมาณนี้) ซูวานี่คือ วีรบุรุษที่ซิลเวียและครอบครัวเคยชื่นชมในอดีต แต่ ณ บัดนี้วีรบุรุษคนนั้นได้ตายไปแล้ว แต่มีอาชญากรที่เกิดขึ้นใหม่เข้ามาแทนที่ ไม่รู้ว่าเสียงของตัวเองจะสะท้อนเข้าไปในจิตใจของซูวานี่เพียงใด แต่อย่างน้อยเขาคงได้รับรู้แล้วว่า สร้างความผิดหวังให้กับประชาชนของตนอย่างไรบ้าง
ความเปิดเผยในตอนหลังว่า ผู้ที่วางแผนลอบสังหารซูวานี่ก็คือคนสนิทของซูวานี่นั่นเอง แผนดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นการตบตาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเข่นฆ่าประชาชนของซูวานี่นั่นเอง โดยมือปืนที่ตกใจเมื่อพบว่าในปืนไม่มีลูกกระสุนก็ถูกฆ่าปิดปากเพื่อให้เป็นแพะรับบาป (พอดีอ่านบทวิจารณ์ของนักวิจารณ์คนหนึ่งบอกว่า เรื่องนี้หลวมตรงที่คนร้ายดันไปปรึกษาเรื่องแผนการในห้องประชุมที่เต็มไปด้วยไมโครโฟนเนี่ยนะ? แต่จากเหตุการณ์ตอนนี้มันทำให้นึกย้อนกลับไปจริงๆนะว่า ที่นางเอกเผอิญมาได้ยินแผนนั้นตอนกลับมาเข้ามาในสำนักงานน่ะ เป็นการจงใจให้ใครสักคนมาได้ยินตั้งแต่แรกเพื่อให้เอาข่าวไปกระจายให้หน่วยงานต่างๆรับรู้รึเปล่า ไม่ได้เป็นจุดโหว่ของบทหนัง แต่เป็นการตั้งใจอยู่แล้ว น่าคิดๆ)
สุดท้ายซูวานี่ก็ถูกนำตัวขึ้นรับการพิพากษาคดี ณ ศาลอาชญากรระหว่างประเทศ (International Criminal Court) ซึ่งมีไว้เพื่อตัดสินคดีเกี่ยวกับอาชญากรที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ อาทิเช่น อาชญากรที่กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติ เป็นต้น และสิ่งต่างๆก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายระหว่างประเทศต่อไป
ในตอนจบ ซิลเวียถูกส่งตัวกลับมาโตโบเนื่องจากทางสหรัฐอเมริกาเห็นว่าหล่อนอาจเป็นภัยได้ ซิลเวียได้กล่าวลาโทบินก่อนที่จะหันหลังเดินจากไปยังเส้นทางที่ต้องมุ่งหน้าต่อไป ไม่รู้ว่าคนทั้งคู่จะมีโอกาสได้พบกันอีกหรือไม่ แต่ที่แน่นอนที่สุดก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงชีวิตของอีกฝ่ายอย่างที่คงจะประทับไว้ในใจของทั้งคู่มิรู้ลืม
สิ่งที่ชอบมากๆอีกอย่างในเรื่องนี้ก็คือ พระเอกและนางเอกไม่จำเป็นต้องแสดงความรักแบบถึงเนื้อถึงตัว แต่ก็สามารถสัมผัสถึงความลึกซึ้งและอารมณ์ผูกพันของทั้งคู่ผ่านการค้ำจุนและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ฉากเดียวที่ทั้งสองมีปฏิสัมพันธ์ทางกายมีเพียงการกอดเพื่อปลอบประโลมเท่านั้นซึ่งให้ความรู้สึกอบอุ่นมากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาว
อีกสิ่งที่เรื่องนี้เน้นย้ำอยู่หลายตอนก็คือ เรื่องของเสียงและคำพูด ไม่ว่าจะเป็นเสียงแต่คนๆหนึ่งจะส่งไปให้คนอีกคนหนึ่งได้ยิน เช่น เสียงแห่งความคิดและความเชื่อที่ซิลเวียและโทบินสื่อถึงกันและกัน เสียงของประชาชนชาวมาโตโบที่น่าจะส่งไปถึงผู้นำของเขา หรือคำพูดที่อาจประสานรอยร้าวได้หากต่างฝ่ายต่างยินยอมที่จะตกลงพูดคุยกัน The Interpreter ไม่ได้มีความหมายตรงตัวแค่ล่ามเท่านั้น แต่อาจหมายถึงสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวเชื่อมให้เสียงและความคิดของคนคนหนึ่งสามารถสื่อไปถึงคนอีกคนหนึ่งหรืออีกหลายๆคนได้
ถ้าได้ดูแล้วจะพบว่าไม่มีจุดใดในหนังเรื่องที่ไม่มีความหมายเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆในเรื่องเลย ทุกอย่างมีความหมายหมด ดูจนจบเรื่องแล้วจะรู้สึก คลิก ว่า เออเนอะ ฉากนั้นมันมาเชื่อมกับตรงนี้เอง มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไปหมดทั้งเรื่อง
หนังเรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า ไม่จำเป็นต้องอาศัยกราฟฟิกงดงามตระการตาหรือแอ็คชั่นดุเด็ดเผ็ดมันส์มากมายอะไร ตัวบทหนังที่เขียนขึ้นอย่างละเมียดละไมและการดำเนินเรื่องอย่างแยบยลก็สร้างคุณค่าให้กับหนังคุณภาพได้ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
สรุปว่า ถ้าใครพอมีเวลา แนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้มากๆเลย เห็นเพื่อนบอกว่ามีหนังใหม่เข้าหลายเรื่อง เบียด The Interpreter ซะเหลือโรงเดียวแล้ว รู้สึกว่าไม่ค่อยดังในเมืองไทยด้วย คนไทยไม่ค่อยชอบหนังแนวนี้ล่ะมั้งนี่ แต่ขอเตือนไว้เรื่องหนึ่งสำหรับคนที่คิดจะไปดูว่า ซับไตเติ้ลแปลแย่ ฟังเสียงซาวด์แทรกเทียบตามไปดีๆน่อ
ป.ล. ไม่แน่ใจว่ารายละเอียดบางส่วนจะมีคลาดเคลื่อนไปมั่งรึเปล่าน้อ รายละเอียดปลีกย่อยมันเยอะมากๆ ดูจบรอบแรกแล้วยังรู้สึกว่าเก็บประเด็นได้ยังไม่หมดเลย แค่นี้ก็รู้สึกว่าเยอะแล้วนะนั่น ไว้ถ้าได้ซื้อดีวีดีมาดูอีกรอบแล้วเจอประเด็นอะไรใหม่ๆเพิ่มเติม คงได้มาเมาธ์เพิ่มหรือแก้ไขอีกที ;) เขียนวิจารณ์จบแล้ว รู้สึกความยาวเท่ากับฟิคสั้นหนึ่งเรื่องเลยแฮะ
ป.ล.2 ชอบนิโคลในเรื่องนี้นะ สวยเรียบๆ หน้าใสปิ๊ง ดูคลาสสิกดี สไตล์ที่ชอบเลย >_<