2008/Sep/15

 
Seasons Farewell
By Kurai
Series: Death Note
Genre: General
Spoiler: ตอนที่ 108
Rating: PG
Special Thanks:
Mayu และคุณ Sirius เบต้ารีดเดอร์จำเป็นค่ะ ^^


=+=+=+=


          "
ยางามิคุง..."
         
เด็กหนุ่มผมขาวได้ยินเสียงเรียกนั้นเบา ๆ...
          ...แล้วรอยเท้าที่เหยียบย่างไปคู่กันก็เลือนหายไปกับเกล็ดหิมะ


1.

          ใบไม้แฉกสีแดงปลิดปลิวร่วงหล่นจากกิ่งไม้แห้งแกร็น ลอยละล่องด้วยแรงหยอกเย้าของลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วงระหว่างการเดินทางสู่มือที่ยื่นมารองรับมันเอาไว้ ชายหนุ่มแหงนมองต้นไม้ที่สละสัญลักษณ์แห่งชีวิตใบสุดท้ายและหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
          ช่วงเวลานี้ของเมื่อสองปีก่อนเป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถกุมชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ได้
          ขณะนั่งรถยนต์ซึ่งนำพาร่างไร้วิญญาณไม่ไหวติงของนักสืบหนุ่มผู้เข้าใกล้ตัวตนของคิระได้มากที่สุดไปยังโรงพยาบาล ใบของต้นไม้ที่เรียงรายสองข้างทางก็เริ่มเปลี่ยนสีแล้ว อากาศเริ่มทวีความหนาวเย็นขึ้นไม่ต่างจากอุณหภูมิของร่างที่อยู่ในอ้อมแขนที่ค่อย ๆ ลดต่ำลงทุกที 
          ยามที่เวลานี้ของปีหมุนเวียนกลับมา ความคิดคำนึงของ ยางามิ ไลท์ ก็จะวนเวียนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นทุกครั้งไป ราวกับเป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติเฉกเช่นนี้ทุกปี แม้ว่าจะไม่ได้รำลึกถึงเหตุการณ์ที่ว่าเพียงแค่ช่วงเวลานี้ของปีก็ตาม
          ชัยชนะที่เย็นเยียบในฤดูที่ทำให้ผู้คนโศกเศร้าและปลิดชีวิตของตนมากที่สุด
          ใบไม้ที่ร่วงหล่นบนผืนดินหลายใบยังคงมีสีเหลืองทองอยู่เต็มใบ บางใบก็มีสีแดงแซมอยู่บ้าง 
          น่าเสียดายที่ใบไม้เหล่านั้นยังแดงได้ไม่เต็มที่ก็โรยราเสียแล้ว...
          หากไม่ช้าก็เร็ว มันก็ย่อมโรยราไม่ผิดกับใบไม้สีแดงราวกับเลือดแสนเย็นเยียบที่อยู่ในมือของเขาในเวลานี้



2.

          วันที่ ยางามิ ไลท์ เกิดมานั้น หิมะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าราวกับไม่รู้จุดสิ้นสุด 
          "คุณคะ ดูข้างนอกสิคะ หิมะตกใหญ่เชียว...:"
          ตำรวจสืบสวนสวนหนุ่มหันมองออกไปนอกหน้าต่างตามคำของภรรยา แล้วก็เป็นจริงดังว่า หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน ทั้งที่เวลาเพิ่งย่างเข้าสี่โมงเย็นแท้ ๆ แต่ท้องฟ้าก็มืดครึ้มเสียแล้ว หากก็เป็นเรื่องปกติในฤดูหนาวที่ในแต่ละวันแสงอาทิตย์จะโรยราเร็วกว่าฤดูอื่น
          "ซาจิโกะ อากาศมืดครึ้มกับหิมะทำให้เธอรู้สึกหดหู่รึเปล่า? ปิดม่านดีมั้ย?" 
          บรรยากาศตอนนี้ทำให้เขานึกถึงโรค SAD (Seasonal Affective Disorder) หรือ โรคซึมเศร้าตามฤดูกาลขึ้นมา อาการของโรคคืออาการซึมเศร้าอันเนื่องมาจากแสงอาทิตย์ลดน้อยลง พบเห็นกันไม่น้อยในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว คิดดังนั้นแล้วก็ให้อดเป็นห่วงภรรยาที่ยังสุขภาพไม่สมบูรณ์เต็มที่หลังคลอดไม่ได้
          "หดหู่อะไรกันคะคุณ? ตอนนี้ฉันรู้สึกปลื้มใจจะแย่อยู่แล้ว" หญิงสาวแย้มยิ้มให้กับผู้เป็นสามี "หิมะไม่ทำให้ฉันหดหู่หรอกค่ะ ฉันกลับยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้ฝ่าฟันพายุหิมะจนเกิดมาได้ เหมือนเป็นนิมิตว่าเขาจะฝ่าฟันอุปสรรคได้ทั้งมวล"
          "นั่นสินะ" โซอิจิโร่ตอบกลับด้วยสีหน้าผ่อนคลาย "เหมือนแสงสว่างจากเบื้องบนที่ฟันฝ่าความมืดมิดและรอดชีวิตส่องกระจ่างลงมาถึงพื้นดิน จริงสิ...ซาจิโกะ! ฉันว่า..." 
          เมื่อนาฬิกาหมุนเข้าสู่ย่ำค่ำในวันนั้น สายฝนก็หลั่งลงมาจากฟากฟ้า ผู้คนเหยียบย่ำไปบนหิมะระหว่างทางกลับบ้านและทิ้งรอยสีดำจากฝุ่นและสิ่งสกปรกทั้งหลายที่ชะมากับสายฝนบนสีขาวบริสุทธิ์



3.

          สิ่งที่จดจำได้ชัดเจนยิ่งกว่าใบหน้าและข้อมูลของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่พบพานและอาชญากรที่จับกุมมาชั่วชีวิตก็คือใบเมเปิ้ลสีแดงฉาน
          เขากำลังนอนอยู่ในที่แคบ ๆ ทั้งอึดอัดและรู้สึกไม่สบายตัวจากพื้นผิวสากๆที่ระคายผิวเนื้อบอบบาง เสียงเด็กทารกกำลังร้องไห้ดังมาให้ได้ยินถนัดหูจนรู้สึกว่าต้นกำเนิดเสียงน่าจะอยู่ไม่ไกล 
          ทว่าเขาก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้ เพราะเมื่อขยับกาย ร่างก็ปะเข้ากับผนังที่โอบล้อมตัวเขาเอาไว้ทั้งสี่ด้าน กำแพงที่เหมือนจะปกป้องตัวเขาไว้แต่ก็กักขังลิดรอนเสรีภาพของเขาในขณะเดียวกัน
          เสียงร่ำไห้นั้นดังกึกก้องอยู่ในหูและพาให้จิตใจของเขาหดหู่ไปด้วย ความเหงาหงอยและความหวาดกลัวกัดกินจิตใจจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
          สิ่งที่มองเห็นเพียงอย่างเดียวคือใบเมเปิ้ลสีแดงฉาน มันแดงกระจ่างเสียจนนัยน์ตาแทบทนรับไม่ไหว เขาจึงจำต้องปิดตาลง 
          เสียงเพลงรื่นเริงและเสียงเด็กหัวเราะเจี๊ยวจ๊าวดังขึ้นปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เสียงร้องแหบแห้งยังคงดังก้องในหูทั้งที่มันควรจะถูกเสียงดังเหล่านั้นกลบไปหมดแล้ว 
          สีแดงฉานที่สายตาเห็นอยู่เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม แสงสว่างเลือนหายไปแล้ว หลงเหลือเพียงความมืดมิด 
          แต่แล้วสีแดงนั้นก็กลับกลายเป็นสีแดงฉานขึ้นมาอีกครั้ง แดงฉาน...ราวกับเลือด
          ทัศนียภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนจากสีแดงฉานเป็นสีน้ำตาลแดงเมื่อใดไม่รู้ได้ เมื่อรู้ตัวอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏคือชายหนุ่มผู้กลายมาเป็นคู่หูสืบสวนจำเป็นกำลังนั่งอ่านข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่
          นัยน์ตาสีดำสนิทจับจ้องไปที่ใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายเขม็ง ความฝันเช่นนี้มันยิ่งทวีความถี่ขึ้นเมื่อเขาเข้ามาสืบสวนคดีคิระ หากมันยิ่งทวีความถี่ขึ้นเป็นพิเศษเมื่อยอมให้ ยางามิ ไลท์ เข้ามาเป็นสมาชิกกองสืบสวน 
          "เป็นอะไรรึเปล่า? เห็นนายนั่งนิ่งอยู่ท่านั้นเป็นนานสองนานแล้ว"
          คนบางคนเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ และถ้าเป็นคนเหล่านั้น ป่านนี้คงต้องควานหาตัวพ่อหมอแม่หมอนักพยากรณ์ที่มีชื่อเสียงมาทำนายทายทักว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นหรือไม่กันให้วุ่นวายไปแล้ว 
          หากแต่ L ไม่ใส่ใจเรื่องนี้ แม้จะเชื่อสัญชาตญาณและลางสังหรณ์ที่พิสูจน์ไม่ได้ของตนเอง แต่ L ก็เชื่อในสิ่งที่ตนเห็นและสัมผัสได้เองเท่านั้น 
          "ริวซากิ...มีอะไรรึเปล่า?" คู่หูสืบสวนของเขาถามขึ้นอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นสายตาของเขา
          "เปล่าหรอกครับ...ไลท์คุง ผมแค่คิดอะไรอยู่นิดหน่อย"
          ต่อให้จะเป็นลางดีหรือลางร้าย มันก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เขาเชื่อมั่นและกำลังดำเนินอยู่ ณ เวลานี้



4.

          "หิมะ! ในที่สุดก็ตกจนได้!!" 
          เด็กหนุ่มร้องขึ้นอย่างร่าเริงเป็นประโยคแรกทันทีที่หายงัวเงียหลังตื่นนอนแล้ววิ่งตื๋อลงบันไดและตัดผ่านห้องอาหารอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังเสียงปรามของหญิงสาวสวมแว่นที่กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าให้เด็ก ๆ อยู่ 
          ทันใดที่ดึงประตูอาคารให้เปิดออกกว้าง เส้นผมสีทองก็ปลิวสยายด้วยแรงลมของฤดูหนาวที่พุ่งเข้ากัดกินร่างลึกลงไปจนถึงกระดูก หากเด็กหนุ่มก็ยังคงหัวเราะออกมาได้ 
          ทั่วบริเวณขาวโพลนไปหมดแล้ว เกล็ดน้ำแข็งสีขาวปกคลุมกินบริเวณกว้างไปสุดลูกหูลูกตาเกินกว่าจะมองเห็นได้ทั้งหมด เพียงแค่ชั่วข้ามคืน หิมะตกลงมาได้มากขนาดนี้เชียวหรือนี่?
          "เมลโล! ได้เวลาอาหารเช้าแล้วนะ!!" 
          "จะไปเดี๋ยวนี้แหละ!!"
          ฤดูนี้มักทำให้ผู้คนรู้สึกเฉื่อยชาและอยากหมกตัวอยู่ภายใต้ความอบอุ่นของผ้าห่มผืนหนาตลอดทั้งวัน ทว่า เมลโลกลับรู้สึกร่าเริงเป็นพิเศษเมื่อฤดูกาลนี้เวียนมาถึง
          หากจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง นั่นคงเป็นเพราะเด็กหนุ่มรู้สึกว่าฤดูหนาวให้ความรู้สึกเหมือน L ล่ะมั้ง
          หิมะปกคลุมไปทั่ว ปกปิดทุกสิ่งเอาไว้ภายใต้ความเย็นเยียบสีขาว 
          ไม่ต่างอะไรกับนักสืบปริศนาผู้โดดเดี่ยวและนำพาสีขาวมาสู่โลกใบนี้ 
          หากมีเพียงสิ่งเดียวที่แม้แต่หิมะก็มิอาจซ่อนเร้น นั่นก็คือ ต้นเมเปิ้ลที่ตั้งตระหง่านอยู่ในสวน 
          ต้นเมเปิ้ลซึ่งแบกรับหิมะที่รวมตัวกันเป็นหย่อมอยู่ตามใบและกิ่งก้านดูอ่อนแรงเต็มที กระนั้นสีแดงสดก็ยังคงดิ้นรนเฉิดฉายแทงทิ่มสีขาวที่ปกคลุมอยู่ออกมาจนได้
          รอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว มันคือช่วงเวลาเพียงน้อยนิดที่ใบเมเปิ้ลและหิมะจะได้อยู่ร่วมกันก่อนที่ซาตานแดงจะยอมศิโรราบต่อนางฟ้าสีขาวในอีกไม่ช้านาน
          ยามได้พิศทัศนียภาพเบื้องหน้า หยดน้ำอุ่นๆก็ค่อยๆเอ่อขึ้นบนขอบตาแล้วไหลเป็นหยาดสายบนแก้มของเด็กหนุ่ม ภาพนั้นสะท้อนลึกเข้าไปถึงข้างในราวกับหัวใจกำลังถูกใครบีบเค้นเอาไว้
          หากจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง มันก็เกินกว่าที่เขาจะล่วงรู้ได้
          และแล้วใบเมเปิ้ลสีแดง สัญญาณสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงก็ร่วงหล่นบนผืนหิมะ สีแดงที่ตัดกับสีขาวดูช่วยแต่งแต้มสีสัน หากเมื่อพินิจดูอีกครั้ง กลับดูเหมือนดั่งหยดเลือดบนหิมะขาวบริสุทธิ์



5.

          "นั่นสินะ ถ้าเป็นไลท์ ก็ต้องให้อิมเมจของฤดูใบไม้ร่วง..." จู่ ๆ ยมทูตผู้ละทิ้งยมโลกมาหาความสำเริงสำราญในโลกมนุษย์ก็เอ่ยขึ้นมาลอย ๆ 
          "ไปจำเรื่องไร้สาระที่ได้ยินใครพูดเข้าอีกล่ะ รุค?" เสียงเรียบเฉยแกมเข้มงวดเหมือนกำลังดุเด็กเล็ก ๆ ของมนุษย์ผู้ที่ยมทูตตนนั้นสิงสู่อยู่ดังขึ้น
          "เอ้อ...ก็...ได้ยินพวกเด็กผู้หญิงมัธยมปลายตรงนั้นคุยกันน่ะ" รุคพูดไม่เต็มเสียงราวกับเกรงจะโดนดุเข้าอีกรอบ ตั้งแต่ได้พบกับไลท์ รุคก็ได้ตระหนักว่าบางครั้งมนุษย์ก็มีบางแง่มุมที่น่ากลัวกว่ายมทูตเสียอีก "เห็นคุยกันเรื่องบทความในนิตยสารผู้หญิงแล้วก็เปรียบเทียบแฟนตัวเองกับฤดูกาลอยู่"
          ชายหนุ่มถอนหายใจน้อย ๆ "ถ้าอยากเรียนรู้เรื่องโลกมนุษย์ล่ะก็ ฉันว่าเรียนรู้อะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านั้นจะดีกว่านะ รุค"
          "..." 
          "แต่ฉันก็ไม่ได้รังเกียจถ้าจะถูกเปรียบกับฤดูใบไม้ร่วงหรอกนะ" ไลท์เอ่ยขึ้นหลังจากหยุดคิดไปชั่วครู่
          "ทำไมล่ะ...?" รุคถามด้วยความสงสัย
          "รู้จักอีควินอกซ์รึเปล่า?"
          "เอ้อ..."
          ไลท์ยักไหล่ "อย่างที่คิดไม่มีผิด ไม่รู้จักล่ะสิ?"
          "..." 
          รุคนิ่งเงียบ ได้แต่คิดในใจว่าเรื่องพรรค์นั้นจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะ แต่แล้วชายหนุ่มก็อธิบายขึ้นเองโดยไม่ต้องขอ "อีควินอกซ์เป็นปรากฏการณ์ที่ศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ใช้เวลาอยู่เหนือและใต้เส้นขอบฟ้าเป็นระยะเวลาเท่ากันพอดีในทุก ๆ จุดของโลก ในทางทฤษฎีแล้วช่วงที่เกิดอีควินอกซ์ เวลาตอนกลางวันกับกลางคืนจะเท่ากันพอดี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การหักเหแสงโดยชั้นบรรยากาศและการส่องแสงเป็นรูปจานกลมของดวงอาทิตย์ จะทำให้ช่วงที่เกิดอีควินอกซ์นั้น เวลาตอนกลางวันยาวนานกว่าเวลาตอนกลางคืน เจ้าอีควินอกซ์ที่ว่านี่จะเกิดขึ้นแค่สองวันในแต่ละปี คือวันแรกของฤดูใบไม้ผลิและวันแรกของฤดูใบไม้ร่วง"
          ไลท์เหยียดยิ้มออกมาเมื่อพูดมาถึงจุดนี้ "ไม่คิดว่ามันเหมาะกับพระเจ้าของโลกใหม่ที่ส่องแสงนำทางมวลมนุษย์หรอกเหรอ...รุค?" 
          รุคได้แต่คิดอย่างใจลอยว่าใบไม้แฉกสีแดงที่กระจัดกระจายกองสุมกันอยู่บนพื้นดูราวกับเลือดที่ชโลมผืนดินของโลกมนุษย์เอาไว้



6.

          หิมะตกลงมาราวกับจะชำระล้างโลกนี้ให้กลับมาสะอาดสะอ้านอีกครั้ง 
          เนียร์มองทัศนียภาพนอกหน้าต่างแล้วคิดกับตัวเองเช่นนั้น
          ฤดูหนาวจะเริ่มขึ้นด้วย โซลสติซ (ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุด) และจบลงที่อีควินอกซ์ในฤดูใบไม้ผลิ 
          นั่นก็คือ ฤดูหนาวจะเริ่มขึ้นในวันที่เวลาตอนกลางวันสั้นที่สุด แต่วันต่อๆมาของฤดูหนาวก็จะมีแสงอาทิตย์มากขึ้นกว่าวันก่อน ๆ
          คิระหายไปแล้ว นับจากวันนี้ไป แสงอาทิตย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นการตอบรับเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้
          เด็กหนุ่มเหม่อมองออกไปอย่างเหม่อลอย
          เขาควรจะรู้สึกเติมเต็ม แต่ในใจกลับว่างเปล่า ขาวโพลน ไม่ต่างอะไรกับหิมะที่ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
          หิมะทำให้เขานึกถึง L
          หิมะนั้นโปรยปรายลงมา ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสีขาวโพลน ปิดบัง ซ่อนเร้นทุกอย่างเอาไว้ภายใต้ความจริงสีขาว
          แม้ว่าความจริงจะไม่ใช่สีขาวเสมอไปก็ตาม...
          เนียร์เงยหน้ามองท้องฟ้า ลอดผ่านช่องว่างระหว่างเกล็ดหิมะ ลอบมองท้องฟ้าที่เร้นกายเบื้องหลังสีขาวที่โปรยปราย ราวกับไม่อยากให้ใครได้เห็น
          L...
          เขาพึมพำชื่อนั้นในใจราวกับว่าเสียงนี้จะส่งไปถึงเจ้าของชื่อ แล้วก้มหน้าลงมองพื้น 
          แต่แล้วในเวลานั้นเอง เด็กหนุ่มก็ได้แต่จ้องไปที่ผืนดินอย่างไม่เชื่อสายตา
          หิมะที่กองสุมบนพื้นยวบลงไปเกิดเป็นรอยเท้าทั้งที่ไม่มีใครเดินผ่าน คู่หนึ่งเป็นรอยรองเท้าหนังสำหรับใส่ทำงานทั่วไป ส่วนอีกคู่หนึ่งเป็นรอยเท้าของเท้าที่เปลือยเปล่า รอยเท้าทั้งสองคู่ทอดเคียงกันไปก่อนที่จะค่อย ๆ ลบเลือนไปกับเกล็ดหิมะที่ลอยล่องจากท้องฟ้าลงปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง
          "ยางามิคุง..."
         
เด็กหนุ่มผมขาวได้ยินเสียงเรียกนั้นเบา ๆ 
          ด้านนอกหน้าต่างของกองสืบสวน SPK  เขาเห็นรอยเท้าที่เหยียบย่างไปคู่กันนั้นเลือนหายไปกับเกล็ดหิมะ


=+=+=+=

The End

=+=+=+=

ไม่ได้พบกันเสียนานเลยค่ะ

มาคราวนี้ กำลังอ่านๆหนังสือสอบอยู่ ก็ผีเข้าลุกขึ้นมาตบตีเจ้าฟิคที่ดองอยู่ในไหมานานเรื่องนี้ให้เสร็จๆไปเสียที
โปรเจ็กต์ Seasons Farewell นี่เป็นโปรเจ็กต์ร่วมของเรากับ
Sloth ที่คิดกันขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2006 ค่ะ ไอเดียถือกำเนิดขึ้นตอนนั่งคุยกันบนรถไฟชินคังเซ็นขากลับจากไปเล่นสกีกันที่โมริโอกะ Sloth น่ะวาดภาพเสร็จไปนานแล้ว แต่กว่าฟิคเรื่องนี้จะเสร็จสมบูรณ์ลงได้จริงๆ ก็ป่านนี้ล่ะค่ะ ฟิคสั้นๆเรื่องเดียวใช้เวลาเกือบสองปี... Orz

ใครสนใจดูภาพประกอบฝีมือ
Sloth เต็มๆก็ตาม ลิงค์นี้ ไปได้เลยค่ะ ^^ จริงๆเวอร์ชั่นวอลล์เปเปอร์ก็เอามาทำเป็นแบ็คกราวด์บล็อกนี้อยู่นานนมแล้วนั่นเอง ^^;; ภาพงามมากจนอดรู้สึกไม่ได้ว่าออกจะเสียเปล่าที่มาประกอบฟิคเรื่องนี้นะคะ Orz (ในลิงค์มีตอนแรกเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษบุ่ยๆอยู่ด้วยล่ะ อับอายจัง TvT;;)
ไอเดียบางอย่างในฟิคก็ได้มาจาก Sloth เช่นกัน ขอบคุณมากๆที่มาเล่นสนุกกันในครั้งนี้น่อ และต้องขอโทษอย่างแรงที่ฟิคมันเพิ่งเสร็จสมบูรณ์จริงๆทั้งที่ส่วนใหญ่มันก็เขียนตั้งไว้เสร็จตั้งนานแล้ว TvT;;

แอบสารภาพบาปว่าช่วงนี้กำลังหลงรักอนิเมเรื่อง Code Geass จนโงหัวไม่ขึ้นค่ะ ต้นเหตุคือบุรุษนาม "ลูลูช" อะ...อั่ก ก็เลยแอบหนีไปเปิดบล็อกอีกบล็อกเอาไว้อัพอะไรเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับ Code Geass โดยเฉพาะ ถ้าท่านไหนเป็นแฟน Code Geass แล้วอยากไปคุยกันต่อที่บล็อกโน้นก็ตาม
ลิงค์นี้ ไปได้เลยค่ะ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยมีอะไรค่ะ เพิ่งอัพเอนทรี่รีพอร์ทอีเวนท์ไปเอนทรี่เดียว จริงๆมีอะไรอยากอัพและกรี๊ดมากมาย แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลา ^^;;

ส่วนบล็อกนี้ก็ยังคงอยากให้เป็นบล็อก Death Note (เกือบจะ)เพียวๆต่อไปค่ะ เลยคิดว่าแยกบล็อกกันดีกว่า ยังไงก็ยังไม่คิดจะทิ้งบล็อกนี้นะคะ ยังไงก็ยังรัก Death Note อยู่ เพียงแต่ความถี่ในการอัพคงจะลดลงไปกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียวค่ะ TwT

สุดท้ายนี้ ขอโทษด้วยนะคะที่ดองบล็อกเสียนาน มาอัพทีก็ไม่ได้มีสาระอะไรเท่าไหร่ ^^;; ขอบคุณหลายๆคนที่ส่งเสียงทักทายมาด้วยนะคะ ^^ หวังว่าการอัพเดทคราวหน้าคงไม่ทิ้งช่วงห่างหลายเดือนขนาดนี้แล้ว หวังว่า... ไม่ค่อยได้ไปเยี่ยมเยียนบล็อกคนอื่นเลยด้วย ขอโทษนะคะ Orz

edit @ 15 Sep 2008 21:02:32 by lapace